การใช้หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง
หน้ากากอนามัยใช้อย่างไรให้ถูกต้อง
ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับหน้ากากอนามัยที่นิยมใช้มีอยู่ 2 ประเภท
1. หน้ากากผ่าตัด ที่มีขายอยู่ตามท้องตลาด ป้องกันเชื้อโรคได้ 5 ไมครอน หรือป้องกันได้ ร้อยละ 80 มีอายุการใช้งานประมาณ 3 วัน หากเกิดการฉีกขาด และมีรอยเปื้อน ควรทิ้งทันที การสวมใส่ต้องนำด้านที่มีสี เข้มออกทางข้างนอก หรือสังเกตจากรอยพับของผ้าด้านหน้าต้องพับลง ซึ่งหากใส่ผิด รอยพับจะกักเก็บฝุ่นละอองในรอยพับ ทำให้หายใจลำบาก
2. หน้ากาก N95 ป้องกันเชื้อโรคได้ 0.3 ไมครอน กรองได้ละเอียดกว่าชนิดแรก หน้ากากมีแบบชนิดที่มีวาล์ว เพื่อให้หายใจได้สะดวก ส่วนชนิดที่ไม่มีวาล์วได้รับความนิยม เพราะราคาถูก แต่มีข้อเสียอยู่ที่หากใส่ไปนานๆ ทำให้หายใจลำบาก จึงไม่ควรให้เด็กที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ใส่ เพราะอาจทำให้เด็กเสียชีวิต ขณะเดียวกัน หากชำรุด หรือเห็นสภาพไม่สามารถใช้งานต่อไปได้ ควรทิ้งทันที การสวมหน้ากากแบบผ่าตัด ต้องจับสายด้านข้างดึงแล้วร้อยกับหู ส่วนแบบ N95 ควรจับบริเวณด้านนอก เพื่อประคอง และดึงสายสวม
ข้อควรปฏิบัติก่อนใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง
1. ล้างมือให้สะอาดก่อนสวมหน้ากากอนามัย
2. ควรใส่ให้ผ้าปิดตั้งแต่จมูกจนถึงคาง เพื่อป้องกันเชื้อร้ายที่แฝงตัวมากับอากาศเข้าสู่ร่างกาย
3. เมื่อทำการสวมใส่ ควรหลีกเลี่ยงให้มือไปสัมผัสกับเนื้อผ้าบริเวณด้านใน ที่แนบกับจมูกและปาก เพราะในมืออาจมีเชื้อโรคทำให้เข้าสู่ร่างกายได้
4. ควรสวมหน้ากากอนามัยให้พอดีกับหน้า โดยเฉพาะบริเวณสันจมูก ด้านที่มีโลหะจะอยู่บนสันจมูก
5. หน้ากากอนามัยจะมีสองสี เอาสีเข้มออกด้านนอก สีจางอยู่ชิดจมูก
6. สายรัดหรือยางที่ไว้สำหรับคล้องควรจะผู้ให้พอดี และอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
7. ถ้าเป็นไปได้ให้เปลี่ยนหน้ากากอนามัยทุกวัน
การดูแลหน้ากากอนามัย
1. ถ้าใช้หน้ากากอนามัยชนิดกระดาษควรเปลี่ยนวันละครั้ง และหน้ากากที่ใช้แล้วลงในถังขยะที่มีฝาปิด
2. ถ้าใช้หน้ากากอนามัยชนิดผ้า สามารถซักด้วยน้ำและผงซักฟอก ผึ่งแดดจัดๆ ให้แห้ง แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก
3. หากหน้ากากอนามัยชำรุด หรือเปรอะเปื้อนน้ำมูกหรือเสมหะมาก ควรเปลี่ยนใช้หน้ากากอนามัยอันใหม่
4. ไม่ใช้หน้ากากอนามัยร่วมกับผู้อื่น






