วนอุทยานเขากระโดง
วนอุทยานเขากระโดง
Khao Kradong Forest Park
วนอุทยานเขากระโดง เขากระโดงเป็นภูเขาไปเก่าแก่ที่มองเห็นลักษณะปากปล่องได้ชัดเจน มีซากปากปล่องภูเขาไปลักษณะเป็นแอ่งน้ำ เล็ก มีน้ำขังตลอดปี อยู่ห่างจากอำเภอเมือง 6 กิโลเมตร บนทางสายบุรีรัมย์ประโคนชัย วนอุทยานแห่งนี้ มีพันธุ์ ไม้พื้นเมืองที่น่าศึกษาหลายชนิด สามารถขึ้นได้ 2 ทางคือ ทางรถยนต์เป็นถนนคอนกรีต ซึ่งมีพระพุทธรูปปางต่าง ๆ สร้างเรียงรายอยู่เป็นระยะ ๆ และทางบันไดยอดสูงสุดประมาณ 265 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นที่ประดิษฐาน ของพระสุภัทรบพิตร พระพุทธรูปองค์ใหญ่คู่เมืองบุรีรัมย์และมีปรางค์กู่โบราณ ภายในประดิษฐานพระพุทธบาท จำลองอยู่ด้วย วนอุทยานแห่งนี้อยู่ในความดูแลของหน่วยอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่ากรมป่าไม้ จังหวัดบุรีรัมย์
บริเวณป่าเขากระโดงมีสภาพพื้นที่เป็นภูเขาขนาดเล็ก 2 ลูกอยู่ติดๆกัน คือเขากระโดงและเขาใหญ่ บริเวณพื้นที่ป่าเขากระโดงเป็นที่ราบสูงและเนินเขาซึ่งลาดจากเขากระโดงและ เขาใหญ่ลงไปทางทิศตะวันออก ภายในบริเวณเขากระโดงเป็นหุบเขาตื้นๆมีทำนบกั้นเป็นอ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง จากป่าเขากระโดงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้มีอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มากและอ่าง เก็บน้ำห้วยตลาด
การเดินทางไปวนอุทยานเขากระโดง
เส้นทางจาก จังหวัดบุรีรัมย์ ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 219 (บุรีรัมย์-ประโคนชัย) ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าวนอุทยานฯ
เส้นทางจาก จังหวัดนครราชสีมา ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 226 (นครราชสีมา-สุรินทร์) ระยะทางประมาณ 130 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าวนอุทยานฯ
เส้นทาง จากจังหวัดสุรินทร์ ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 226 ระยะทาง 50 กิโลเมตร พบสี่แยกแล้วเลี้ยวซ้ายไปอำเภอประโคนชัยประมาณ 1 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้า
ที่อยู่ : วนอุทยานเขากระโดง สำนักบริหารจัดการในพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา) ต.เสม็ด อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์
โทรศัพท์ : (044) 244-411






เขากระโดง ชื่อนี้น่าจะคุ้นหูสำหรับใครหลายๆคนโดยเฉพาะคนอำเภอเมืองบุรีรัมย์น่าจะรู้จักดีกว่าใคร เพราะในพื้นที่ ๑๕๐๐ กว่าไร่นั้น นอกจากจะเป็นเขตวนอุทยานเขากระโดงของกรมป่าไม้แต่เดิมนั้น ที่มีความหลากหลายทางระบบนิเวศของป่าแล้งหรือป่าเบญจพรรณ มีพืชพรรณต่างๆที่เป็นเอกลักษณ์ของป่าเขากระโดงโดยเฉพาะ และนอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชีวิตแล้ว ยังเป็นที่สำหรับหากินเลี้ยงชีพของชาวบ้านในเขตตำบลรอบข้างเขากระโดงคือทั้งตำบลเสม็ด สะแกซำ และสวายจีก คนยากคนจนที่เคยได้พึ่งพาอาศัยเขากระโดงในการดำรงชีพหารายได้มาจุนเจือครอบครัวไปวันๆ ซึ่งเจ้าของหัวข้อเองก็เคยเป็นหนึ่งในบุคคลเหล่านั้นที่สำนึกถึงบุญคุณของเขากระโดง และก็ทนดูไม่ได้อีกต่อไปเมื่อเห็นเขากระโดงถูกทำร้าย และนอกจากนั้นก็ยังเป็นป่าไม้ที่ได้เลี้ยงคนทั้งในเขตอำเภอเมืองและอำเภอใกล้ไกลที่มาหาของป่าเช่น เห็ดหลายๆชนิดที่ขึ้นในฤดูกาลต่างๆกัน กระเจียวขาว กระเจียวแดง ผักอีนูนหรือผักสาบ หน่อโจด ผักกะทกรก เปราะ ผักหวานป่า เป็นต้น เพื่อนำไปทำอาหารหรือนำไปขายเป็นรายได้จุนเจือครอบครัวด้วย ป่าเขากระโดงไม่ได้เป็นเพียงป่าไม้แล้งๆที่ไร้ประโยชน์ดังที่ใครหลายๆคนมอง หากแต่เป็นป่าไม้ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติและเป็นหนึ่งในวิถีชีวิตของผู้คนเป็นที่เลี้ยงดู เป็นอู่ข้าวอู่น้ำแหล่งหากินของชาวบ้าน เป็นจิตวิญญาณของชาวบ้านอีกด้วย ซึ่งในฤดูกาลต่างๆเราท่านทั้งหลายที่ผ่านไปยังบริเวณนั้นก็จะเห็นชาวบ้านนำผลิตผลจากป่าไม้มาขาย อาทิเช่น เห็ดชนิดต่างๆ ผักหวานป่า เปราะ เป็นต้นมาวางขายข้างทาง นั้นก็คือวิถีชีวิตของชาวบ้านที่มีความผูกพันกับป่าอย่างแยกไม่ออก เพราะคนก็คือส่วนหนึ่งของป่า ป่าก็คือส่วนหนึ่งของคน ต่างพึ่งพาอาศัยกันถ้าแยกคนในพื้นที่ออกจากป่าแล้ว แทนที่จะทำให้คนรักป่า แต่ในทางตรงกันข้าม อาจทำให้คนไม่รักษาป่าไม้มาแทนที่ก็เป็นได้ เพราะชาวบ้านจะไม่รักหวงแหนป่า เพราะคิดว่าป่าไม่ได้เป็นของเขา ไม่ได้ช่วยอะไรเขา เป็นของคนอื่นไป ก็จะไม่เกิดการรักและหวงแหนป่าไม้ อันทำให้เกิดการทำลายป่าไม้ได้มากกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำ และในชีวิตประจำวันของชาวบ้านที่ก็ไม่ได้มีอาชีพอะไรเป็นหลักก็จะออกหาของป่าเล็กๆน้อยๆขายพอเลี้ยงชีพไปวันๆก็เท่านั้นเอง ชีวิตของชาวบ้านก็ยังคงผูกพันอยู่กับป่า ป่าเลี้ยงคน คนดูแลป่าแต่วันหนึ่ง ชาวบ้านต้องเกิดอาการแปลกใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเมื่อเห็นว่าป่าไม้เขากระโดงที่เคยเป็นแหล่งทำมาหากินเก็บของป่าเล็กๆน้อยๆไปขายจุนเจือครอบครัวนั้นจู่ๆก็มีการขุดหลุมใหญ่ๆเป็นระยะทางยาวกินเนื้อที่พันกว่าไร่ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น เรียกได้ว่ากินพื้นที่เกือบทั้งหมดทั้งเขากระโดงกันเลยทีเดียว(ป่าเขากระโดงไม่ได้หมายถึงภูเขาไฟสูงสองลูกที่ติดกันนั้น แต่หมายถึงป่าพื้นล่างที่มีพื้นที่เป็นพันไร่ มีอาณาเขตติตต่อหลายตำบล) แต่ชาวบ้านก็ยังไม่ทราบว่าเป็นหลุมอะไรก็ยังคงไม่ได้สนใจอะไรกันมากนักในช่วงแรกแต่ในช่วงต่อมาก็ได้มีเสาคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่มากองข้างๆหลุมที่ขุดไว้เหล่านั้นทำให้เกิดความสงสัยยิ่งขึ้นไปอีก จากนั้นก็มีการนำเสาลงหลุมหลายร้อยหลายพันต้น และสุดท้ายที่ทำให้ชาวบ้านเริ่มจะรู้ตัวก็คือการนำแผ่นคอนกรีตสำเร็จมาวางซ้อนสูงกว่าสามเมตรรอบบริเวณป่าที่กินเนื้อที่เกือบทั้งหมดของเขากระโดงนั่นเอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชาวบ้านที่เคยเข้าหาของป่ามาจุนเจือครอบครัวเหมือนแต่ก่อนนั้นก็ไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปหาของป่า หรือเข้าไปได้ก็กระทั่งยาก โดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ซึ่งส่วนมากเป็นผู้หญิงนั้นหมดโอกาสเข้าไปในเขตพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมด จะเข้าไปได้บ้างก็เป็นคนหนุ่มสาวหรือผู้ที่มีกำลังพอที่จะปีนข้ามกำแพงขึ้นไปยังฝั่งในได้ แต่เมื่อเข้าไปได้แล้วก็ยังไม่จบ ยังต้องมาผจญกันกับพระที่ท่านอยู่ในเขตบริเวณวัดดังกล่าว (วัดป่าเขาน้อย)ใช้หนังสติ๊กยิงไล่โดยไม่สนใจว่าจะโดนหัว ตา ไหล่ เอง หรืออวัยวะส่วนใด มีคนที่เคยโดนยิงและเกิดเป็นกรณีศึกษามาแล้ว สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านที่หากินกับของป่าเล็กน้อยๆอย่างมาก ซึ่งข้อมูลที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดว่าต้นตอของปัญหาตอนนี้ก็น่าจะมาจากการพัฒนาขยายอาณาเขตของวัดป่าเขาน้อยนั่นเอง วัดป่าเขาน้อย เมื่อเอ่ยถึงนามวัดนี้แล้วหลายคนหลายท่านก็อาจจะเคยไปเยี่ยมชมถึงบุญญาบารมีขององค์หลวงพ่อ และความใหญ่โตโอ่อ่าสวยงามของพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นโดยการถากถางพื้นที่ป่าไม้ออกเอาก้อนหินออกปรับพื้นที่ในเขตที่เรียกว่าวนอุทยานเขากระโดงออกกินพื้นที่กว้างขวางเช่นกัน เพื่อสร้างพระเจดีย์อันสวยงามเป็นอนุสรณ์รำลึกถถึงองค์หลวงพ่อ เรียกได้ว่าเป็นเจดีย์สวยที่ตั้งอยู่บนซากศพของต้นไม้ป่าไม้ที่ร่ำร้องระงมทั่วป่าและสายน้ำตาปนเสียงด่าก่นของผู้ได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง และถัดจากนั้นก็มีสถานที่ปฏิบัติธรรม โรงทาน อุโบสถ สระน้ำ เป็นต้นปะปนไปกับศาลาหรือกุฏิกรรมฐานเรียงรายอยู่รายล้อมตลอดระยะทางที่ทางลาดยางตัดผ่านเข้าไปในเขตวนอุทยานเขากระโดงจนเรียกได้ว่าแทบจะทุกพื้นที่ของวนอุทยานเขากระโดงได้กลายเป็นสถานที่ตั้งของหมู่กุฏิต่างๆ จนถึงอีกฟากหนึ่งของกำแพงขนานกันไปกับทางลาดยางที่ไม่ทราบว่าต้องทำลายป่าไม้ ต้นไม้มากมายสักเท่าใดกัน และเหนือสิ่งอื่นใด กุฏิที่สร้างไว้เพื่อให้พระสงฆ์ได้อยู่จำพรรษานั้นก็มีสภาพที่น่าจะเทียบได้กับรีสอร์ทหรูกลางป่าทีเดียว และไม่ได้มีหลังเดียว แต่มีอยู่ด้วยกันหลายหลังซึ่งพิจารณาดูแล้วก็ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นกุฏิสำหรับปฏิบัติกรรมฐานสำหรับพระสงฆ์โดยเฉพาะพระสงฆ์ที่เป็นพระในฝ่ายของธรรมยุติที่เรียกได้ว่าเป็นพระที่เคร่งครัดในหลักปฏิบัติ และมีความสันโดษเรียบง่ายกว่าพระสงฆ์ในฝ่ายมหานิกาย แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นเพราะกุฏิที่อยู่ของงท่านนั้นหรูเกินจะเรียกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่ากฏิกรรมฐาน เรียกได้ว่ามีการทำลายป่าไม้กันอย่างสนุกสนานโดยไม่คำนึงถึงชาวบ้านตาดำๆที่ต้องอาศัยพื้นที่ป่าเขากระโดงในการทำมาหากินอยู่ และข้าพเจ้าเองก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าเขตของวัดนั้นมีเนื้อที่จริงๆแล้วแค่ไหน อย่างไร แต่ที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือในเขตกำแพงที่กั้นอยู่นั้นทั้งหมด เป็นกำแพงเดียวกันกับวัดป่าเขาน้อย และทั่วบริเวณภายในกำแพงคอนกรีตสูงนั้นก็เรียงรายไปด้วยกุฏิหลายหลังมีทางลาดยางลาดถึงบันไดทุกหลังเลยทีเดียว จึงพอจะมีข้อมูลเบื้องต้นว่าน่าจะเป็นของวัดป่าเขาน้อย แต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ทราบข้อมูลที่แน่นอนว่าทางวัดเห็นประโยชน์อย่างไรถึงได้สร้างกำแพงคอนกรีตล้อมรอบป่าเขากระโดงอย่างนี้ทั้งๆที่จำนวนพระสงฆ์ก็ไม่ได้มีมากมายเท่าใดนักสังเกตดูแล้วก็พอจะทราบได้ว่าไม่ได้มาอยู่จำพรรษาตลอด แต่ก็มาอยู่เป็นพักๆ โดยสังเกตเห็นว่าเวลที่เกิดไฟไหม้ป่านั้นไฟจะไหม้ลามไปถึงราวตากผ้า ชายกุฏิ และตุ่มน้ำ ตลอดจนไหม้ต้นตะไคร้ แมงลักที่ปลูกไว้ข้างกุฏิด้วย แสดงให้เห็นว่าไม่มีพระอยู่จำพรรษาตลอด เพราะธรรมดาถ้าอยู่จำพรรษาเป็นประจำแล้วก็ต้องคอยดูแลไม่ไห้ไฟลามมายังบริเวณรอบข้างของกุฏิได้และก็เป็นอย่างนี้แทบทุกหลังที่ไฟไหม้ลามไปถึง จึงแน่ใจได้ว่าพระท่านไม่ได้อยู่ประจำ แต่จะมาเป็นจำนวนมากมายหลายร้อยรูปในยามที่มีการจัดงานต่างๆเช่นทอดผ้าป่า ทอดกฐิน ต่างๆ จึงแสดงให้เห็นว่าวัดไม่ได้ใช้พื้นที่ป่าไม้ที่ตนได้ยึดครองบุกรุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายอย่างไม่คุ้มเลยแม้แต่น้อย เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วกรมป่าไม้ไปอยู่ไหนกันหมด มัวทำอะไรอยู่ หรือว่ารู้เห็นเป็นใจด้วย หรือว่าเป็นนโยบายของจังหวัด ของป่าไม้จังหวัด หรือของใครก็ไม่ทราบได้ แต่ว่าความเดือดร้อนได้เกิดขึ้นอย่างนี้จริงๆ และลักษณะของวนอุทยานที่พึงประสงค์หรือที่ควรจะเป็นก็ไม่น่าจะมีกำแพงมาขวางกั้นอย่างนี้ อย่างนี้หรือที่เรียกว่าเขตวนอุทยาน แล้ววัดจะใช้พื้นที่อะไรตั้งมากมายเป็นพันไร่ จะไว้เป็นที่ปฏิบัติธรรมหรือก็ไม่น่าจะใช้พื้นที่มากมายขนาดนี้ ถ้าจะบอกว่าเป็นการป้องกันการบุกรุกทำลายของชาวบ้านในบริเวณโดยรอบอุทยาน ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะชาวบ้านมีความผูกพันกับป่ามาตั้งแต่ไหนแต่ไร ชาวบ้านรู้จักว่าควรนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้แค่ไหนอย่างไร จึงจะคงมีป่าไม้คงอยู่ให้ลูกหลานได้เห็นถึงความเป็นป่าอยู่ ให้ชาวบุรีรัมย์ได้มีความภาคภูมิใจว่า ในกลางอำเภอเมืองก็ยังมีป่าผืนสุดท้ายให้ได้ชื่นชม แต่ตอนนี้ป่าเขากระโดงกำลังถูกทำร้ายอย่างหนักหน่วงโดยชอบธรรม ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ เพราะเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้จัดการอะไร หรือหากว่านี้เป็นผลงานของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเอง ก็คงจะเป็นงานที่ทำผิดพลาดอย่างถนัด เพราะท่านไม่สามารถปกป้องป่าเขากระโดงซึ่งเป็นวนอุทยานกลางตัวเมืองบุรีรัมย์ที่มีบริเวณเล็กๆมากเมื่อเทียบกับอุทยานแห่งชาติหรือวนอุทยานแห่งชาติในที่อื่นๆแล้ว ท่านจะไปรักษาปกปัองผืนป่าที่ไหนได้อีก ถ้าจะบอกว่าการสร้างกำแพงล้อมรอบป่าเขากระโดงคือนโยบายและเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ล่ะก็ ก็น่าจะต้องทำให้หมดทุกที่ ทุกเขต ไม่ควรเลือกทำเฉพาะในเขตวนอุทยานแห่งชาติเขากระโดงเพียงแห่งเดียว และเป็นนโยบายที่กล่าวได้เลยว่าไม่ได้เป็นการอนุรักษ์รักษาป่าไม้แต่อย่างใด หากแต่กลายเป็นการทำลาย ทำร้าย ข่มขืน กระทำชำเรา ขืนใจป่า และชาวบบ้านรอบข้างอย่างร้ายแรงจนไม่เหลือสภาพความเป็นป่า อย่าว่าแต่เป็นเขตวนอุทยานเลย เป็นป่าชุมชนยังไม่น่าจะใช่ เพราะถูกทำร้ายหนักหนาเหลือเกิน และก็คงไม่มีนโยบายรักษา ป้องกันการทำลายป่าที่ไหนที่ต้องเสียงบประมาณในการสร้างกำแพงเป็นหลายๆล้านมาล้อมป่าป้องกันชาวบ้านมาบุกรุกทำลายป่าไม้ได้เหมือนป่าไม้จังหวัดบุรีรัมย์อีกแล้ว เมื่อเห็นว่าทำอย่างนี้แล้วชาวบ้านจะไม่บุกรุกป่าไม้แล้วจะมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไว้ทำไมกัน เมื่อป่าเขากระโดงก็ไม่ได้ใหญ่โตมโหฬารอะไรจนขนาดที่เจ้าหน้าที่จะดูแลได้ไม่ทั่วถึงขนาดนั้นเลยหรือ คำตอบก็คงไม่ใช่ เพราะดูจากรูปการณ์แล้วก็ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นได้ทั้งหมดทั้งมวลผู้เขียนก็ไม่สามารถจะให้คำยืนยันหรือให้ความมั่นใจอะไรเกี่ยวกับข้อมูลนี้ได้ว่าเป็นผลงานของใครกันแน่ เป็นของวัด ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ของจังหวัด หรือของใครกันแน่ แต่ที่มั่นใจและมั่นใจมากที่สุดในตอนนี้ก็คือ ชาวบ้านที่หากินไปวันๆเดือดร้อน เป็นการตัดทางทำมาหากินเล็กๆน้อยๆของชาวบ้าน เป็นการทำลายป่าไม้ถูกทำลายทางตรง (ไม่ใช่ทางอ้อม) เสียระบบนิเวศ ทำความสูญเสียและก่อให้เกิดผลกระทบในระยะยาว สุดท้าย ป่าไม้เขากระโดง หรือเขตวนอุทยานเขากระโดงก็คงไม่ใช่ป่าเขากระโดงอีกต่อไป หน้าตาเขากระโดงคงถูกทำร้าย ทำลายจนเปลี่ยนแปลงสภาพจนไม่น่าดู ไม่น่าชื่นชมอีกต่อไป แล้วเราจะเอาความภาคภูมิใจที่ไหนไปอวดให้ลูกหลานชาวบุรีรัมย์ได้ชื่นชมเล่า เมื่อในวันนี้เขากระโดงถูกทำลายโดยไม่มีใครเหลียวแล และไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบ หรือทบทวนนโยบายว่าถูกผิดแค่ไหน อย่างไร และเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นบ้างหรือไม่ การที่เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้จะดูแลเฉพาะในส่วนเขากระโดงที่เป็นภูเขาโดดสองลูกนั้นไม่ได้ยากเย็นอะไร และก็เห็นทำอยู่แล้วแต่จะมีเจ้าหน้าที่คนใดบ้างที่เห็นว่าพื้นที่ป่าเขากระโดงทั้งป่ากำลังถูกทำลายอย่างเลือดเย็นและถูกต้องตามกฎหมายนั้นอยู่บ้างเล่า……………………………….ผลงานชิ้นนี้จะเป็นผลงานของวัดป่าเขาน้อย หรือของเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้จังหวัด เป็นของจังหวัด หรือเป็นของใครก็ตาม ขอให้รู้ว่าเป็นผลงานที่สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านและเป็นการทำลายป่าไม้ได้เป็นอย่างดีทีเดียว จึงขอวอนให้ทุกท่านได้ช่วยเหลือเขากระโดงที่กำลังถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัสใกล้จะตายอยู่รอมร่อด้วยเถิด …….วัดงาม ท่ามกลางป่าไม้เขากระโดงที่ถูกบุกรุกทำร้าย วัดงาม ที่มีความเดือดร้อนของชาวบ้าน มีน้ำตาปนเสียงก่นด่าสาปแช่งของชาวบ้านต่างๆนาๆเป็นพื้นหลัง เราจะยังภาคภูมิใจต่อไปได้อีกอยู่หรือ……………………….วอนขอให้ตรวจสอบและเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมาตามที่เป็นจริงสู่สายตาของสาะรณชนด้วย เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าเขากระโดงให้คงอยู่อย่างที่ควรจะเป็น ให้สมกับคำที่ใช้เรียกว่า วนอุทยานแห่งชาติเขากระโดง (Khao kradong Forest Park) ด้วยเถิด วอนขอแทนชาวเมืองบุรีรัมย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อมจากปัญหานี้ด้วย ขอบคุณล่วงหน้าครับ…………