Archive for March, 2008

โรคกรดไหลย้อน
Gastro esophageal Reflux Disease (GERD)
source: สโมสรสุขภาพ - www.mcot.net
โรคกรดไหลย้อน ได้สร้างความรำคาญ กับผู้ที่เป็นได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งในระยะหลัง ก็จะพบว่ามีคนไทยเป็นโรคนี้กันมากขึ้น โดยเฉพาะ หนุ่ม สาว ออฟฟิต และคนบันเทิงที่ต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบทุกวันตามแบบคนเมือง
โดยส่วยใหญ่ที่เราพบกัน คือเรื่องของหูรูดของหลอดอาหารเสื่อมไป คือทำงานได้ไม่ดีเหมือนปกติ เพราะฉะนั้น มีการล้นของกรดที่มันมีมากในกระเพาะ เรอขึ้นมา ซึ่งหลอดอาหารจะไม่ทนต่อกรด หลอดอาหารก็จะอักเสบ จะมีอาการเรอ มีกลิ่นปาก มีรสกลิ่นเปรี้ยว หรือขมเหมือนน้ำดี ถ้าขึ้นมาถึงคอ จะมีอาการไอเรื้อรัง กล่องเสียง ก็จะเสียงแหบ บางคนก็จะขึ้นมาที่ปากก็จะมีกลิ่นปาก และฟันผุได้
การป้องกัน ทำได้โดยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต
- งดอาหารมันๆ อาหารทอด อาหารที่ปรุงด้วยหัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ ช็อกโกแลต ถั่ว ลูกอม peppermints เนย ไข่ หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด เปรี้ยว เค็ม หรือหวานจัด อาหารฟาสด์ฟูด เช่น พิชช่า และอาหารย่อยยาก
- รับประทานอาหารพออิ่ม ไม่รับประทานอาหารจนอิ่มแน่นท้อง หรือรับประทานอาหารมากเกินไป
- นอนหัวให้สูงประมาณ 6-10 นิ้ว โดยหนุนที่ขาเตียงด้านศีรษะ โดยไม่ควรใช้หมอนหนุนที่ศีรษะ เพราะทำให้ความดันในช่วงท้องสูงขึ้น หรือนอนตะแคงซ้าย
- ควรรับประทานอาหาร ปริมาณน้อยๆ แต่บ่อยครั้งขึ้น
- หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหาร และเครื่องดื่ม ที่มีคาแฟอีน เป็นส่วนประกอบ ได้แก่ กาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลมบางชนิด เป็นต้น รวมไปถึง เครื่องดื่ม ที่มีแอลกอฮอล์ เบียร์ สุรา เป็นต้น โดยเฉพาะตอนเย็น
การรักษาโดยวิธีนี้ ควรปฎิบัติไปตลอดชีวิต แม้ว่าผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นแล้วก็ตาม

วันที่ 13 เมษายน วันสังขานต์ล่อง
เริ่มจากตอนเช้ามีการยิงปืนขับไล่เสนียดจัญไร ให้ล่วงลับไปกับสังขานต์ และในแต่ละบ้านมีการทำความสะอาด ตลอดจนตามถนนและตรอกซอยเข้าบ้าน จากนั้นก็ทำความสะอาดชำระล้างร่างกาย สระเกล้าดำหัวให้สะอาดมีจิตใจผ่องใส
หลังจากนั้นไปเที่ยวตามหมู่บ้านหรือในปัจจุบันนิยมไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เรียกว่า “ไปแอ่วปีใหม่” วันนี้มีการเล่นรดน้ำกันแล้ว

วันที่ 14 เมษายน วันเนา หรือวันเน่า
วัน “ขนทราย” หรือ วันเนาว์ วันปู๋ติ วันนี้จะทำสิ่งต่างๆ ที่เป็นมงคล ไม่ค่าทอหรือทะเลาะวิวาท ตอนเช้าไปจ่ายของและอาหาร เตรียมทำบุญถวายพระ ในวันรุ่งขึ้น วันเตรียมอาหารและเครื่องไทยทานเรียกว่า“วันดา” (คำวันสุกดิบทางภาคอื่น) และทุกบ้านจะทำกับข้าวที่สามารถเก็บไว้ได้หลายวัน เช่น แกงเส้นร้อน แกงอ่อม ฯลฯ หรือไม่ก็จำพวกห่อนึ่ง เช่น ห่อนึ่งไก่ ห่อนึ่งปลา ฯลฯ พร้อมทั้งตระเตรียมอาหารหวาน และเครื่องไทยทานไว้ให้พร้อม
ตอนบ่ายมีการขนทรายจากแม่น้ำ นำไปไว้ที่วัดใกล้บ้าน โดยก่อเจดีย์ทรายตามลานวัด เจดีย์ทรายจะถูกประดับตกแต่งด้วยตุง (ธง) ทำด้วยกระดาษสีตัดเป็นรูปสามเหลี่ยม และรูปอื่นๆ ชายธงมีการทานช่อ (ทำด้วยกระดาษสีต่างๆ) ตัดเป็นลวดลายติดปลายไม้สำหรับปักที่กองเจดีย์ทรายการทานธงและทานช่อนี้ ด้วยถือคติว่า ผู้บริจาคทานเมื่อตายไปแล้วจะได้อาศัยชายธง หอบหิ้วไห้พ้นจากนรกได้ อานิสงส์การทานตุงหรือช่อนี้มีอยู่ในพระธรรมเทศนาใบลานตามวัดทั่วไป เจดีย์ทรายนี้จะทำพิธีถวายทานในวันรุ่งขึ้น มีการปล่อยนกปล่อยปลาอีกด้วย
ในวันเดียวกันนี้มีการเล่นน้ำกันอย่างหนัก และเป็นที่สนุกสนานโดยเฉพาะคนหนุ่มคนสาว
ทุกๆ ปี เมื่อถึงเทศกาลตรุษสงกรานต์ ชาวเหนือมีประเพณีอย่างหนึ่งที่ยึดถือปฏิบัติ คือ “สุมาคารวะ” ลูกหลานจะมาขอขมาลาโทษในความผิดต่างๆ ที่เคยกระทำมาต่อญาติผู้ใหญ่ ถือว่าเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีของผู้น้อย อันมีต่อผู้ใหญ่ เรียกกันว่า “การไปดำหัว” หรือประเพณีดำหัว การไปดำหัวของคนไทยภาคเหนือ มักจะเริ่มกันใน “วันพญาวัน” (คือวันเถลิงศก)

วันที่ 15 เมษายน วันพญาวัน หรือวันเถลิงศก
ตอนเช้า จัดเตรียมอาหารคาวหวานใส่สำรับไปถวายพระที่วัด และทำบุญตักบาตรและนำไปให้ผู้เฒ่า ผู้แก่ ครูอาจารย์ หรือบุคคลที่ตนเคารพนับถือ เรียกว่าไปทานขันข้าว (ตานขันข้าว) การทานขันข้าวนี้ นอกจากจะทานให้พระ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคารพนับถือดังกล่าวแล้วก็มีการถวายทานเพื่ออุทิศส่วนกุศลถึงญาติพี่น้อง บิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้ว โดยพระที่วัดจะแยกย้ายกันนั่งประจำที่บริเวณวัดเพื่อให้ศีลให้พร แก่ผู้ไปทานขันข้าว
เสร็จจากการทำบุญตักบาตร ก็มีการถวายทานเจดีย์ทราย ปล่อยนกปล่อยปลา มีการสรงน้ำพระพุทธเจดีย์ มีการค้ำต้นโพธิ์ภายในวัดและหมู่บ้าน มีการสรงน้ำพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมือง เช่น เชียงใหม่ก็จะมีการสรงน้ำพระพุทธรูป เสตังคมณี (พระแก้วขาว) วัดเชียงมั่น พระเจ้าทองทิพย์ และ พระพุทธสิหิงค์ วัดพระสิงห์ พระเจ้าเก้าตื้อ วัดสวนดอก เสาอินทขิล หรือเสาหลักเมือง ส่วนตามจังหวัดต่างๆ
ก็จะมีการไปสักการะบูชาพระพุทธรูปสำคัญประจำบ้านเมืองตนเช่นเดียวกัน เช่น ลำปาง ก็ไปสรงน้ำพระแก้วมรกตที่วัดพระธาตุลำปางหลวง เมืองน่านที่วัดพระธาตุแช่แห้ง และที่แพร่ก็ไปสรงน้ำ ที่พระธาตุช่อแฮเป็นต้น
ตอนบ่าย ก็จะเริ่มการดำหัว และจะทำเรื่อยไปจนถึงวันรุ่งขึ้น หรือวันปากปี
วันที่สี่ เป็นวันปากปี มีการดำหัวตามวัดต่างๆ ที่ใกล้เคียงและห่างไกล ซึ่งมีพระในวัดและในหมู่บ้านนั้นนำไป การไปดำหัวตามวัดนี้มักจะแบ่งแยกกันเป็นสายๆ เพราะบางวัดที่อยู่ห่างไกลก็ไม่ได้ไปกันอย่างทั่วถึงนอกจากวัดที่คนนิยมไปกันอย่างสม่ำเสมอ เรียกตามภาษาเมืองว่า “ไปเติงกั๋น” หรือไปวัดของเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด หรือพระเถระผู้ใหญ่
source: www.songkran.net

Mathurot for Seafood Lovers
source: sweetpig - phasuk magazine
Mathurot Texas Alley (Padung Dao Road) near Charoeng Mrung,
Open daily from 11a.m. to midnight Tel. 08 6000 0670
a restaurant situated in this distinctive two storey white building. It offers seafood dishes cooked in a various style: toast, grill, soft boil, dip, etc. It also adds more variety to the menu by inventing a la carte dish such as Sea bass steamed with Chinese fish sauce, New Zealand mussels fried with roasted chili paste and abalone fried with cashew nuts. They serve fresh and divinely tasty sea food that can be adapted to customers preference. 70% of customers are foreigners. You can find the dining experience here is similar to the one in luxurious and fancy restaurants in town but with more reasonable price.

มธุรส สำหรับคนรักอาหารทะเล
source: sweetpig - phasuk magazine
อยู่ในตรอกเท็กซัส (ถนนผดุงด้าว) ใกล้ฝั่งถนนเยาวราช เปิดบริการทุกวัน
ตั้งแต่เวลา 11.00-24.00 โทร 08 6000 0670
มธุรส ตึกเก่า สองชี้นสีขาวโดดเด่นกว่าร้านอื่นๆ เป็นร้านอาหารซีฟูดในรูปแบบหลากหลายที่ไม่ใช่เพียงแค่ ปิ้ง ย่าง ลวก จิ้ม เหมือนร้านอาหารทะเลสดทั่วไป เพราะเขาเน้นเมนูที่เป็นกับข้าวมากขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกที่มากกว่า เริ่มด้วย ปลากะพงขาวนึ่งซีอิ้ว เนื้อปลานุ่ม หวาน ได้รสชาติความสดใหม่ เพราะใช้ปลาเป็นๆ ต่อด้วยหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ผัดพริกเผา ซึ่งตัวใหญ่กว่าของไทย รับประทานเนื้อได้มากกว่า และสุดท้าย เป๋าฮื้อผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เคี้ยวกรุบๆ อร่อยเข้ากันได้ดี
นอกจากนี้ ยังมี กึ้งนึ่งกระเทียม เต้าหู้ผัดกุ้ง ปลาฉู่ฉี่ เป็นต้น ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาเป็นชาวต่างชาติกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ แต่เขาก็ยังคงรสชาติตามแบบต้นฉบับไว้ เพียงแต่อาจลดความเผ็ดร้อนลงมาบ้าง ซึงคุณภาพและหน้าตาอาหารแต่ละเมนูนั้น เจ้าของร้านรับรองว่า ไม่ต่างอะไรกับที่เสิร์ฟอยู่ในภัตตาคารใหญ่ แต่ราคาสบายกระเป๋ากว่า

Modern Dim Sum at the Canton House
source: sweetpig - phasukmagazine
The Canton House near Chalerm Buri intersection.
Open daily from 11 a.m. to 10 p.m.
Tel. 0 2221 3335
Want something light? Try ‘The Canton House’ that has more than 40 menus of dim sum for you to choose. Each menu costs only 15 Baht.
The recommended dishes include seaweed dish, shrimp dumplings, shrimp har gaw, steamed horse crab claws, steamed fish with Chinese fish sauce, broccoli stuffed with shrimp fillings and sweet custard buns.
Each menu is cooked and decorated with a chic, modem touch. The menu is made to order so you can rest assured that each dish is served hot and fresh. Other special menus are shrimp crispy egg noodle, fried shrimp with fruit salad, fried tofu and fried wanton served with salad cream.








