พิพิธภัณฑ์บางกอก

Bangkok Folk’s Museum
source: Sideway
พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก ที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้ ภายใต้ชื่อของ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เขตบางรัก
ชื่อ ‘บางกอก’ ซึ่งถูกเรียกตามทัศนะของฝรั่งในที่ดินบริเวณนี้ บ้านโบราณที่ไม่ยอมถูกขายไปเป็นตึกแถวเหมือนอย่างในละแวกเดียวกัน ตามความประสงค์ของ รศ.วราพร สุรวดี พิพิธภัณฑ์นี้เป็นเสมือนตัวแทนในสมัยที่ยังไม่เฟื่องฟู จึงหลงเหลือสิ่งที่บอกถึงความเป็นมาของคนที่นี่ได้เป็นอย่างดีราวกับว่าเป็น พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ราวกับว่ามีคนอาศัยอยู่จริง…
ถนนย่านธุรกิจที่สำคัญของไทยกับวัฒนธรรมที่หลั่งไหลเข้ามาทำให้ ‘ถนนใหม่’ ซึ่งได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 4 ว่า ‘ถนนเจริญกรุง’ นับเป็นถนนสายวัฒนธรรมที่ทรงเสน่ห์ที่สุดสายหนึ่งของกรุงเทพฯก็ว่าได้ ตลอดระยะทางที่เราเดินลัดเลาะไปเพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทางอย่างที่ได้ตั้งใจ ไว้ เราจะพบกับแหล่งร้านอาหาร ร้านค้าริมข้างทางที่ยังแสดงถึงความเป็นอยู่ในสมัยนั้น ชาวต่างชาติและชาวไทยที่เดินขวักไขว่เข้าร้านอาหาร บนถนนสายแรกที่สมคำร่ำลือถึงเรื่องความอร่อยแบบต้นตำรับ
จากความจริงที่ว่าบางกอกหรือกรุงเทพมหานครเป็นเมืองใหญ่แห่งความทันสมัยและ ไม่เคยหลับใหลใครต่อใครต่างก็หลั่งไหลและแวะเวียนกันมาพิสูจน์ว่าจะจริงดัง คำร่ำลือ บ้างก็พูดกันไป เสน่ห์ของนครใหญ่ที่มีความทันสมัยย่อมต้องมีกลิ่นอายและเสน่ห์ของความเป็น ไทยสมัยโบราณที่ซุกซ่อนรอให้เราไปค้นหาอย่างเปิดเผย และวันเดย์ทริปในวันนี้เราก็ได้ค้นพบเสน่ห์ของสถานที่ที่แตกต่างจากภาพที่ เราเห็นกันจนชินตาในถนนสายเก่าอย่างถนนเจริญกรุงเข้าแล้ว
ถึงถิ่นบางรักกับพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก
แล้วการเดินทาง (เท้า) ก็มาสิ้นสุดตรงปากซอยทางเข้าเจริญกรุง 43 ซึ่งเดินเข้ามาอีกประมาณ 300 เมตรตามที่อยู่ที่ได้จดมา หากจุดหมายปลายทางของเราอยู่ทางขวามือก็จะพบกับรั้วยาวหน้าบ้าน ขวามือเป็นประตูทางเข้า และซ้ายมือคือป้ายบอกการเดินมาถึง ‘พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก’
เมื่อมาถึงพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกคุณจะพบป้ายหน้าประตูที่บอกให้กดกริ่ง เพื่อขอเข้าชมพิพิธภัณฑ์ พร้อมกับคนเปิดประตูและสุนัขสีขาวหนึ่งตัววิ่งออกมาเห่าต้อนรับ ราวกับว่าเราเป็นแขกที่มาเยือนเจ้าของบ้านหลังนี้ อาการรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่ไม่เคยพบคงเกิดขึ้นได้กับทุกคน
ใครจะรู้บ้างว่าย่างก้าวแรกที่เข้าประตูบ้านพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก ที่มีพื้นที่สีเขียวอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ความคิดของความเป็นบ้านสวนร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่หลากหลายชนิด ที่เข้ามาสัมผัสและรู้สึกได้ทันทีถึงความร่มรื่น เย็นสบาย และเงียบสงบของลมเย็นที่พัดผ่านตัว หลังจากที่เดินท่ามกลางอากาศร้อนและเหนื่อยกันมาพอสมควร เมื่อเดินเข้าไปทางซ้ายจะพบกับเรือนรับรองที่ใช้ทำงานและเป็นที่พักอาศัยของ รศ.วราพร เจ้าของพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกที่ยิ้มต้อนรับผู้มาเยี่ยมชม และซ้ายมือคือศาลากลางที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้รองรับกิจกรรมต่างๆ หรือคนภายนอกจะเข้ามานั่งรับลมอ่านหนังสือก็ได้…ตามสบาย
เมื่อมาถึงก็ขอนั่งพักคุยกับเจ้าของพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกถึงที่มาที่ไปของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้กันสักหน่อย
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นบ้านที่ รศ.วราพร ได้รับมรดกจากคุณแม่-สอางค์ สุรวดี พร้อมทรัพย์สินที่มากับบ้านหลังนี้ ซึ่งพบว่ามีทั้งเฟอร์นิเจอร์เก่า ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ของคนสมัยรุ่นคุณแม่ที่บอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของคนสมัยก่อนได้เป็นอย่าง ดี ตามสไตล์สาวโสดที่ปัจจุบัน รศ.วราพร ไม่ได้แต่งงานและไม่อยากเก็บบ้านหลังนี้โดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ จึงมีความคิดและตั้งใจที่จะจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้เข้ามา ศึกษา เธอจึงปรึกษากับที่ปรึกษาหลายคนว่าการจัดทำพิพิธภัณฑ์เขาทำกันอย่างไร จากนั้นจึงนำข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เก็บรวบรวมไว้มากมายมาปัดฝุ่น ซ่อมแซม ปรับปรุงใหม่ และจัดเรียงข้าวของใหม่ให้เป็นหมวดหมู่ โดยมีแนวคิดริเริ่มจากการนึกถึงวิถีชีวิตของชาวพุทธ และปัจจัย 4 ของคนไทยที่ใช้กันทุกวัน
บ้านที่มีประวัติอันยาวนานและทรงคุณค่าย่อมต้องมีผู้ดูแลและรักษาต่อไปเป็น เรื่องธรรมดา พิพิธภัณฑ์นี้จึงต้องหาหน่วยงานมาดูแลแทน รศ.วราพรตัดสินใจโอนกรรมสิทธิ์ให้กรุงเทพมหานครเมื่อปี 2547 ด้วยสัจธรรมที่ว่าตนเองไม่สามารถดูแลได้ตลอดจึงอยากจัดการให้เสร็จตอนที่ยัง มีชีวิตอยู่
พิพิธภัณฑ์มีชีวิต
หลังจากที่ได้คุยกับเจ้าของบ้านแล้ว เราก็ได้พบกับวิทยากร สุเมธ เมฆบัณฑูรย์ ไกด์ที่พาชมและให้ความรู้เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ทั้ง 3 อาคาร เมื่อเดินผ่านศาลากลางที่เชื่อมต่อกับบ้านหรืออาคารหลังที่ 1 ลักษณะเป็นเรือนไม้ 2 ชั้น ถูกสร้างเป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่นิยมในยุคสมัยนั้น ชั้น 1 ของอาคารจะพบกับโถงกลางล่างที่วางเครื่องเล่นแผ่นเสียงสมัยเก่าของ นายแพทย์ฟรานซิส คริสเตียน ชาวอินเดีย ศัลแพทย์จากอังกฤษ (สามีคนแรกของคุณแม่ รศ.วราพร) ภาชนะ เครื่องเงิน เครื่องถมที่ผ่านการใช้งานวางเรียงไว้ในตู้ดูสวยงามยามเปิดไฟ โถงกลางนี้สามารถเดินไปยังสนามหญ้าหน้าบ้าน ที่ยังมีการอนุรักษ์บ่อเก็บเรือไว้ให้คนมาที่พิพิธภัณฑ์ได้ประหลาดใจเล่นว่า บ้านหลังนี้เคยเป็นบ้านริมน้ำ ซึ่งปัจจุบันกลายสภาพเป็นถนนหน้าบ้านไปเรียบร้อยแล้ว
อาคารนี้ ด้านขวามือจะได้พบกับห้องรับแขก ที่เชื่อมต่อกับห้องรับประทานอาหาร โดยจุดเด่นของห้องรับแขกอยู่ที่เปียโนที่คีย์ทำจากงาช้าง ซึ่ง รศ.วราพรพยายามซื้อคืนมาให้เหมือนกับตัวเดิมที่ขายไปในสมัยสงครามโลกครั้ง ที่ 2 เนื่องจากทางบ้านขาดแคลนเงิน ชุดโซฟารับแขกและมุมจิบน้ำชาที่ดูเข้ากัน เครื่องแก้วเจียระไนแบบต่างๆ ที่จัดแสดงไว้ในตู้โชว์อย่างดูดี ยามที่แสงไฟในตู้เปิดสาดกระทบกับภาชนะ
ห้องรับประทานอาหาร จุดเด่นอยู่ตรงโต๊ะอาหารขนาด 6-8 ที่นั่งสามารถยืดขยายได้ตามจำนวนคน เมื่อมองต่ำลงมาจะสะดุดตากับทีวีโบราณตั้งพื้นขนาดใหญ่สมัยเก่า ตู้จัดแสดงภาชนะแบบฝรั่งและของจีน บนตู้จะพบเครื่องเคลือบคล้ายโอ่งที่คนไทยนำมาใช้เก็บความเย็น และห้องตรงข้ามคือห้องหนังสือของนายแพทย์ฟรานซิส ซึ่งจะพบกับโต๊ะนักเรียนสมัยเก่า ตู้เก็บตำราทางการแพทย์ และสะดุดตากับจุดเด่นข้างตู้อย่างห้องน้ำที่จัดแสดงเครื่องสุขภัณฑ์สมัยก่อน พร้อมทั้งกระโถนที่เก็บมูลแบบถ่ายแล้วยกไปทิ้งให้แก่บริษัทที่จ้างมารับของ เสีย เนื่องจากสมัยก่อนห้องน้ำไม่มีท่อ และยังมีรูปถ่ายบนฝาผนังบ้านที่คอยให้นึกถึงบรรพบุรุษและอดีตอยู่เสมอ
ในส่วนของชั้น 2 ตรงที่พักบันไดจะเจอกับเครื่องอัดผ้า หากจะต้องอัดทิ้งไว้ถึง 2 วันจึงจะได้กลีบสวย เมื่อเดินขึ้นชั้นบน จะพบกับจักรเย็บผ้ายี่ห้อซิงเกอร์โดดเด่นในสภาพดี ขวามือคือห้องนอนของคุณยาย ซึ่ง รศ.วราพรเคยใช้ห้องนี้นอน ภายในห้องสะดุดตากับเตียงนอนไม้โบราณแบบฝรั่งมีเสามุ้ง พร้อมด้วยพัดที่ทำจากเปลือกไม้ แส้ และอาวุธข้างกายไว้ป้องกันโจรวางอยู่บนเตียง ข้างเตียงเป็นตู้เก็บผ้าเมื่อมองผ่านกระจกตู้จะพบของชำร่วยทำจากผ้าเช็ดหน้า พับเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ตู้เซฟไม้ไม่ใช้รหัสล็อกซึ่งไว้เก็บเอกสารสำคัญ โต๊ะเครื่องแป้งชุดแรกที่แม่ของ รศ.วราพร ซื้อหลังจากได้เงินเดือนเดือนแรก ในห้องใกล้กันเป็นห้องบรรพบุรุษไว้เก็บอัฐิ ซึ่งจะมีการทำพิธีเซ่นไหว้ทุกช่วงตรุษจีนของทุกปี
ถัดมาเป็นห้องแต่งตัวสไตล์ยุโรป เมื่อก้าวเข้าไปจะพบกับความคลาสสิกเสน่ห์แห่งศิลปะยุคเดโคของตู้เครื่องแป้ง ประดับด้วยกระจกทั้ง 3 บาน โต๊ะเครื่องแป้งของผู้ชายพร้อมกับอ่างล้างหน้า ที่โกนหนวด ขวดแก้วของน้ำหอมรูปทรงต่างๆ ที่วางเรียงรายไว้อย่างเข้ากัน ราวผ้าม่านที่ปิดหน้าต่างไว้ให้ลมผ่านเพียงครึ่งเดียว ตู้ด้านที่ติดห้องนอนจัดแสดงกระเป๋าเดินทาง ข้าวของเครื่องใช้ พร้อมกับหุ่นปลาสเตอร์รูปนายแพทย์ฟรานซิส ซึ่งได้ศิลปินแห่งชาติอย่างอาจารย์ศิลป์ พีระศรีเป็นผู้ปั้นจากความทรงจำของคุณแม่
ติดกับห้องแต่งตัวกันนี้เป็นห้องนอนใหญ่ แต่เดิมใช้เป็นห้องนอนของพี่สาว รศ.วราพร ซึ่งใช้ต้อนรับหลังจากการไปศึกษาต่อต่างประเทศที่สหรัฐอเมริกา จึงมีการต่อเติมห้อง วิวัฒนาการของห้องนี้ที่เห็นได้เด่นชัดคือ ราวผ้าม่านบริเวณหน้าต่างจะยกสูงขึ้นไม่เหมือนกับห้องแต่งตัวที่ปิดหน้าต่าง ไว้เพียงครึ่งเดียว ซึ่งนั่นก็คือแบบฉบับของการเห็นความแปลกใหม่ในเมืองศิวิไลซ์แล้วนำมา ประยุกต์ใช้ พร้อมด้วยตู้เสื้อผ้า และเตียงนอนขนาดใหญ่ดูสวยทันสมัยเข้ากันกับยุคนั้นได้เป็นอย่างดี
อาคารหลังที่ 2 ลักษณะเป็นเรือนไม้สีน้ำตาลที่ยกมาจากที่ปลูกเดิมคือทุ่งมหาเมฆ ภายหลังได้ยกมาจัดสร้างไว้ที่นี่และได้ปรับปรุงเพื่อให้เหมาะสมกับบริเวณ บ้านที่จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ จุดประสงค์ของอาคารนี้คือชั้นล่างไว้ทำเป็นคลินิกของนายแพทย์ฟรานซิส และชั้นบนจัดเป็นห้องนอน ในส่วนชั้นล่างจะพบกับรูปหล่อของคุณหมอ พัดลมโบราณ ประกาศนียบัตร 2 แผ่นใหญ่ พร้อมรูปเจ้าของคลินิกที่ผนังบ้าน เมื่อเดินขึ้นชั้นบนจะพบการตกแต่งบ้านด้วยข้าวของเครื่องใช้และอุปกรณ์การ แพทย์ต่างๆ อย่างเครื่องชั่งน้ำหนักโบราณซึ่งตัวเลขบนหน้าปัดกลับด้านต้องอ่านโดยอาศัย กระจกเงา ใบสั่งยา เข็มฉีดยาที่จัดเรียงไว้ในตู้กระจกมุมหนึ่งบนบริเวณชั้น 2
ถัดมาเป็นห้องนอนที่พร้อมด้วยเตียงและชุดเฟอร์นิเจอร์ไว้สำหรับวางซิการ์และ เขียนไดอารี่ มุมของห้องนอนนี้ได้รับการตอบรับและชื่นชอบจากคนที่มาเยี่ยมชม ที่สัมผัสได้ถึงความเป็นห้องพักสไตล์รีสอร์ต ดูแล้วสวยสบายตาตามคำบอกเล่าของวิทยากรสุเมธ เข้าใจแล้วว่าบรรยากาศดีของพิพิธภัณฑ์เป็นอย่างนี้ บ้านหลังนี้อาจกลายเป็นที่พักฟื้นของคนป่วยต่างจังหวัดที่เข้ามารักษาตัวใน กรุงเทพฯตามความตั้งใจของ รศ.วราพรตั้งแต่ต้น เพราะด้วยความสงสารและเห็นใจคนป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาลที่ไม่สามารถเอื้อ อำนวยความสะดวกในเรื่องเตียงและที่พักให้เพียงพอ
เดินออกจากอาคารหลังที่ 2 ลัดเลาะผ่านบรรยากาศที่แสนร่มรื่นและเย็นสบายไปยังอาคารหลังที่ 3 ภายในชั้นบนถูกจัดแสดงเป็นส่วนของนิทรรศการไว้อย่างน่าสนใจ นิทรรศการเหล่านี้แบ่งตามหมวดต่างๆ ให้เดินศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด ในส่วนภาพรวมของกรุงเทพมหานครที่แสดงอดีตถึงปัจจุบัน ประวัติความเป็นมาของชื่อบางกอก ลักษณะทางกายภาพ สถานที่และบุคคลสำคัญของเขตบางรัก วิถีชีวิตชุมชนชาวเขตบางรักตั้งแต่สมัยอยุธยา สมัยสมเด็จพระนารายณ์จนถึงรัตนโกสินทร์ที่ประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันดีและ รุ่งเรืองสูงสุดกับชาวตะวันตกและชาวจีนจนเกิดชุมชนหลายเชื้อชาติ พร้อมการค้าขายที่หลั่งไหลเข้ามาในเขตบางกอก จนกระทั่งพัฒนามาเป็นแหล่งธุรกิจที่สำคัญของไทย อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมและผสมผสานทางวัฒนธรรมจากผู้คนหลายเชื้อชาติที่เดิน ให้เห็นกันทุกวันบนถนนสายนี้
หลังจากนิทรรศการชั้นบน ลงมาชั้นล่างที่เมื่อแรกก้าวเข้ามาจะพบกับเอกสารแสดงสิทธิต่างๆ บนฝาผนัง อย่างบัตรประชาชนสมัยเก่าสีฟ้าที่ยาวจนต้องพับหลายตลบ โฉนดที่ดินแผ่นใหญ่ การจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ตั้งแต่สมัยสงครามโลก ชั้นล่างภายในตู้กระจกหลายใบที่จัดไว้ตามมุมต่างๆ จะพบกับตู้โชว์ที่แสดงอุปกรณ์การแพทย์ อย่างเครื่องทำยาลูกกลอน อุปกรณ์การถ่ายภาพ ตู้สะสมแสตมป์และของแถมสมัยเก่า ตู้อุปกรณ์การเย็บผ้าที่ทำให้เห็นว่าตะไกรและกรรไกรต่างกันอย่างไร
นอกจากนี้ ยังได้ตื่นตาตื่นใจกับมุมของการจำลองครัว ภาชนะข้าวของเครื่องใช้ ที่ใช้จริงในสมัยก่อนอย่างตู้ไม้ใส่กับข้าวรุ่นเก่า หม้อหุงข้าว เตาแบบต่างๆ ที่ทำขนม โต๊ะจำลองสำรับอาหาร ให้สัมผัสและถ่ายรูปแบบใกล้ชิด มุมของเล่น ของสะสมสมัยเด็ก หรือจะเป็นมุมที่ผู้ใหญ่ตื่นเต้นกันอย่างกล่องช็อกโกแลตต่างประเทศที่ทำจาก เหล็ก ดูดีมีรสนิยม มุมของอุปกรณ์การเกษตรและเลี้ยงสัตว์ ตู้รางวัลการันตีการประกวดแมวไทย
จากใจ…ของคนทำงาน
หลังจากเดินชมอาคารที่ 3 เรียบร้อยแล้วได้มีโอกาสนั่งพักคุยกับเหล่าบรรดาคนทำงานที่พิพิธภัณฑ์ชาว บางกอกแห่งนี้ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตามวันต่างๆ เพื่อมาให้ข้อมูลแก่ผู้เข้าชม สุเมธ เมฆบัณฑูรย์ วิทยากรที่เป็นไกด์ให้ในวันนี้ “จากการทำงานที่นี่ได้ 2 เดือนทำให้เจอผู้คนหลากหลาย รู้สึกและสัมผัสได้ถึงความร่มรื่นที่ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้สีเขียวที่ปกคลุม รอบบ้านและไม่เคยคิดว่าจะมีสถานที่แบบนี้หลงเหลืออยู่ในย่านของความเจริญ กลางกรุงที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกล้อมรอบ ซึ่งการมาเที่ยวในลักษณะนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่นอกเหนือจากการเดินห้าง ช้อปปิ้ง เล่นคอมพิวเตอร์ เมื่อกลับไปความรู้สึกที่ได้เห็นการใช้ชีวิตแบบโบราณอาจก่อให้เกิดไอเดีย ใหม่จากการมาเยี่ยมชม “
ในส่วนการประชาสัมพันธ์ที่ทำให้คนมาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ ซึ่งมีทั้งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ให้การตอบรับเพิ่มมากขึ้น โดยส่วนใหญ่จะอ่านเจอจากสื่อต่างๆ และคำบอกเล่าของคนที่เคยมาแล้ว ที่นี่จึงไม่เสียงบประมาณในการประชาสัมพันธ์แต่อย่างใด
จิตรลดา สุรพลชัย วิทยากร ที่ทำงานที่นี่ได้ประมาณ 1 ปี ต่อมาได้มาเรียนรู้และทำงานด้านหนังสือที่พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกแห่งนี้ ซึ่งต้องหมั่นคอยศึกษาหาความรู้และข้อมูลเพื่อเป็นวิทยากรให้แก่ผู้ที่มา เยี่ยมชมด้วยใจรัก ฝากบอกถึงคนไทยว่า ”ให้มาเที่ยวชมพร้อมกับเรียนรู้เรื่องราวการใช้ชีวิตของคนในอดีตว่าสมัยก่อน อยู่กันอย่างพอเพียงได้อย่างไร เป็นสิ่งที่สามารถนำไปปรับใช้ให้เข้ากับยุคปัจจุบัน พร้อมทั้งช่วยฝากประชาสัมพันธ์ให้คนอีกมากมารู้จักสถานที่ดีๆ แบบในเขตบางรัก”
สวย คำเงิน อาชีพแม่บ้านที่ทำงานกับ รศ.วราพรได้ 1 ปีกว่า เผยการทำงานในพิพิธภัณฑ์ที่รู้สึกได้ถึงความสบายใจในการทำงานกับคนคุ้นเคย บรรยากาศตลอดวันที่ร่มรื่นและสงบเหมือนเป็นบ้านของเราเอง หน้าที่ของการดูแลคือรักษาความสะอาดบริเวณบ้านที่ต้องพรวนดิน รดน้ำต้นไม้ กวาดใบไม้บริเวณสวน และกวาด ถู ทุกวันภายในอาคารให้สะอาดเพื่อคนที่มาเยี่ยมชมไม่รู้รู้สึกอึดอัด
แม่บ้านสวยฝากบอกผ่านมาว่า “อยากให้คนที่สนใจมาเที่ยวบ้านโบราณที่อาจยังไม่เคยเห็น คนในละแวกนี้ยังไม่เคยเห็นบ้านแบบนี้กันก็มีเยอะ ไม่ต้องเสียเงินค่าเข้าชมและยังสามารถถ่ายรูปเก็บกลับไปเป็นที่ระลึกได้ ด้วย”
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สามารถบอกเรื่องราวที่ดีในอดีต ความร่มรื่น ลมเย็นสบายที่พัดผ่านให้คนที่มาต้องประหลาดใจกับบรรยากาศบ้านสวนที่หลงเหลือ อยู่โดยไม่ต้องใช้เครื่องอำนวยความสะดวกอย่างเครื่องปรับอากาศ นั่นอาจเป็นเพราะ รศ.วราพรเองทราบถึงวิกฤตการณ์โลกร้อนตั้งแต่ปี 2535 จึงได้เพียรพยายามปลูกต้นไม้สร้างพื้นที่สีเขียวเป็นตัวอย่างให้นำกลับไป ปฏิบัติตามอย่างที่รณรงค์กันอยู่ในทุกวันนี้
สุธินันท์ ระดมสุข ช่างภาพอิสระ บุคคลที่เกิดแรงบันดาลใจจากการได้เห็นรูปภาพที่สวยงามในเว็บไซต์จึงอยากมา พิสูจน์ด้วยตาตนเอง พร้อมทั้งถ่ายทอดอารมณ์และบรรยากาศของพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกด้วยการบันทึกภาพ มุมต่างๆ เพื่อไปเผยแพร่ให้คนที่ยังไม่เคยมาได้สัมผัสกับความประประทับใจในภูมิปัญญา วิถีความเป็นอยู่ไทยในแบบต่างๆ ช่างภาพอิสระยังแนะนำให้คนที่ชอบถ่ายภาพหรือคนที่สนใจ มาดูบ้านไทยสมัยเก่าหรือลองเปลี่ยนมาเที่ยวในแบบพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกกัน
สุดท้ายการที่ รศ.วราพรเปิดบ้านให้เป็นพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก เธอบอกกับเราว่าไม่สามารถพูดประโยชน์ได้ เพราะประโยชน์นั้นอยู่ที่คนมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ว่ามาแล้วได้อะไรกลับไป ซึ่งเธอเองก็ได้ประโยชน์อย่างไม่คาดฝันเช่นกัน ที่มีคนคอยให้กำลังใจในการได้รับการยอมรับจากการเปิดบ้านให้เป็นพิพิธภัณฑ์ รวมถึงสื่อที่ต่างๆ ที่คอยช่วยประชาสัมพันธ์ให้คนอยากมาเยี่ยมชมอยู่ไม่ขาด เธอได้นำเอกสาร ขั้นตอนทั้งหมดที่กว่าจะมาเป็นพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกจัดแสดงไว้ให้คนที่อยากทำ ได้ศึกษาเช่นกัน
พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก ซอยเจริญกรุง 43 เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เปิดให้เข้าชม (ไม่เสียค่าใช้จ่าย) ทุกวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 10.00-16.00 น. โทร. 0-2234-6741
ในวันเสาร์ที่ 24 และอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2551 จัดแสดงกิจกรรมวิถีชีวิตไทยครั้งที่ 4 โดยวันเสาร์จะมีการแสดงละครเรื่อง บูเช็คเทียน พร้อมทั้งขายบัตรการกุศลเพื่อสมทบทุนมลูนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย นิทรรศการอาหาร “ตำราอาหารเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก” ของพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดนามาตุ เชิญชมการออกร้านสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต
เรื่อง-หทัยรัตน์ เอมอ่อง
ข้อมูล-นิตยสาร anywhere และเอกสารพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก
ข้อมูลเพิ่มเติม "พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก" ความสุขเมื่ออดีต
Posted by thailand travel guide
Categories: Thailand Travel Guide
Tags: Bangkok Folk Museum, พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก, พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพฯ, พิพิธภัณฑ์บางกอก, วิถีชีวิตไทย
โรคกระเพาะอักเสบ

โรคกระเพาะอักเสบ Peptic Disease
source: รายการตะลุยโรงหมอ
รศ. นพ. นุสนธิ์ กลัดเจริญ
(ู้เชี่ยวชาญระบบกระเพาะอาหาร และตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์
โรคกระเพาะอักเสบ คือภาวะกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบ บวม แดง ซึ่งเกิดจากกระเพาะอาหารถูกบางสิ่งรบกวน ทำให้เกิดการระคายเคืองขึ้น จนเยื่อบุกระเพาะเกิดเป็นผื่น และอักเสบซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้ ก็อาจลุกลามกลายเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้
ปกติแบคทีเรียส่วนใหญ่เมื่อถึงกระเพาะมักจะตายหมดเพราะว่ากระเพาะอาหารมีน้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งฆ่าเชื้อได้แต่มีแบคทีเรีย Helicobacter pylori ซึ่งวิวัฒนาการทนกรดในกระเพาะอาหารได้ แต่เดิมเรามักจะเชื่อกันว่าโรคกระเพาะอาหารอักเสบ โรคแผลในกระเพาะอาหาร เกิดจากกรดออกมามากเกินไป ทำลายเยื่อของตัวเอง แต่จริงๆ แล้วเกิดจากเชื้อ Helicobacter pylori
สรุปสาเหตุที่ทำให้กระเพาะอาหารอักเสบ
1. อาหาร หรือยาบางชนิด เช่น ยาแอสไพริน หรือยาแก้ปวดข้อ ปวดกระดูก
2. แบคทีเรีย โดยปกติแบคทีเรียจะไม่สามารถทนกรดในกระเพาะอาหารได้ แต่ยกเว้นแบคทีเรียที่ชื่อ Helicobacter pylori ซึ่งส่งผลให้กระเพาะเกิดการอักเสบได้
3. มีกรดในกระเพาะมากเกินไป
โรคกระเพาะอักเสบ จะปวดแน่น ตรงกลางท้องช่วงบน อาการพวกนี้จะแตกต่างกันตามเกณฑ์อายุ ยิ่งอายุมากอาการของโรคยิ่งน้อย
การรักษา
จุดประสงค์ของการรักษากระเพาะอาหารอักเสบ คือ
1. บรรเทาอาการปวดท้อง
2. รักษาการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร
3. ป้องกันการเกิดซ้ำ
4. ป้องกันภาวะแทรกซ้อน
1. การบรรเทาอาการปวดท้อง ใช้หลักการของด่างมาสะเทิ้นกรดภายในกระเพาะ ยาที่นิยมใช้คือยาธาตุน้ำขาว(Alum milk) หรือใช้เป็นยาเม็ดอลูมิเนียม ไฮดรอกไซด์ก็ได้ผลเช่นกัน ซึ่งในกรณีของยาเม็ดควรเคี้ยวก่อนกลืนเพราะยาเม็ดบางชนิดแตกตัวในกระเพาะ อาหารช้า ยากลุ่มนี้จะรับประทานก่อนอาหาร 3เวลา หรืออาจรับประทานเพิ่มเติมเมื่อมีการปวดระหว่างมื้อ นอกจากนี้ควรเลี่ยงอาหารรสจัด น้ำอัดลม กาแฟซึ่งอาจกระตุ้นอาการปวดท้อง
2. การรักษาการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ใช้ยารักษานาน 14วัน นิยมใช้ยาลดการหลั่งกรด(Acid suppression) ได้แก่ ยากลุ่ม H2 receptor antagonists หรือยากลุ่ม Proton pump inhibitors เพราะหาซื้อได้สะดวกตามร้านขายยา ส่วนยากลุ่ม Cytoprotective เช่น Sucralfate หรือ Bismuth ก็สามารถใช้ได้
3. การป้องกันการเกิดซ้ำ คือการป้องกันสาเหตุของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ โดยหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียด หรือยาแก้ปวดข้อ การออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการป้องกันโรค
4. การป้องกันภาวะแทรกซ้อน ส่วนใหญ่ภาวะแทรกซ้อนมักเกิดจากยาแก้ปวดข้อ เนื่องจากยานี้จะลดอาการปวดได้ขณะที่ยากัดกระเพาะ ทำให้อาการปวดท้องซึ่งเป็นอาการเตือนถูกบดบัง ภาวะแทรกซ้อนมักเกิดในผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นแผลในกระเพาะมาก่อน ผู้ป่วยที่รับประทานยาชุด-ยาลูกกลอน เมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นมา การรักษามักจะต้องใช้การส่องกล้องรักษาหรืออาจต้องผ่าตัดถ้ามีกระเพาะอาหารทะลุ

Posted by thai healthcare
Categories: Health Care
Tags: Peptic Disease, กระเพาะอาหาร, โรคกระเพาะ, โรคกระเพาะอักเสบ
เส้นบุกอบกุ้งสดเห็ดฟาง

เส้นบุกอบกุ้งสดเห็ดฟาง
source: รายการสโมสรสุขภาพ
ชนิกา จรจำรัส
นักกำหนดอาหาร
ส่วนผสม
1. เส้นบุก 1 ถุง
2. กุ้งสดขนาดกลาง 6 ตัว
3. ผักกระหล่ำปลี 1 ถ้วย
4. แครอท 1 ถ้วย
5. เห็ดฟาง 1 ถ้วย
6. ขิงแก่หั่นเป็นแว่น
7. กระเทียมตำละเอียด
8. พริกไทย บดละเอียด
9. รากผักชีทุบ 3-4 ราก
10. น้ำตาลทราย 1-2 ช้อนชา
11. น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
12. ซีอิ้วขาว
13. พริกไทยป่น
14. น้ำปล่า 1/8 ถ้วย
เส้นบุก ทำจากพืชที่มีกากใยสูงมาก ที่มีชื่อ กลูโคแมนแนน ทำหน้าที่คล้ายฟองน้ำซึ่งคอยอุ้มดักโคเลสเตอรอลต่างๆ โดยเฉพาะ โคเลสเตอรอลตัวร้าย เส้นบุกอบกุ้งสดเห็ดฟาง จะให้พลังงาน 285 แคลอรี่

Posted by thai healthcare
Categories: Health Care
Tags: เมนูสุขภาพ, เส้นบุกสุขภาพ, เส้นบุกอบกุ้งสดเห็ดฟาง
มะเร็งกระเพาะอาหาร

มะเร็งกระเพาะอาหาร
มะเร็งกระเพาะอาหาร Gastric Cancer โรคนี้เกิดจากมีเนื้องอกร้ายเกิดขึ้นในบริเวณช่องท้อง เนื่องจากในช่องท้องมีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค เชื้อจุลินทรีย์นี้จะอยู่ในเยื่อบุช่องท้อง เมื่อเชื้อ Pylori bacteria เข้าไปในเยื่อบุช่องท้อง ทำให้เกิดการอักเสบเล้กน้อย และเกิดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลาที่อายุมากขึ้น และเมื่อเกิดการอักเสบติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เป็นผลให้เยื่อบุช่องท้องถูกทำลายจนทำให้บางลง เมื่อเยื่อบุช่องท้องถูกทำลาย ก็ทำให้เกิดการหลั่งของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารมีน้อยลง และต้องใช้เวลามากขึ้นในการย่อยอาหาร ทำให้มีอาหารหลงเหลืออยู่ในช่องท้องได้ง่าย
ความจริงที่ว่าเชื้อ Pylori bacteria เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ดังนั้นการที่เรารู้ว่ามีเชื้อ Pylori bacteria อยู่หรือไม่นั้นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ในการป้องกันโรคมะเร็งในช่องท้อง
คุณ เคยรู้สึกท้องหนักๆ บ้างหรือไม่ ?
คุณ เคยรู้สึกปวดท้องกระทันหันบ้างหรือไม่ ?
คุณ มั่นใจว่าท้องตัวเองแข็งแรงดีแค่ไหน ?
หากปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ คุณอาจเป็นผู้โชคร้ายคนต่อไปก็ได้
source: อโรคาปาร์ตี้ วาไรตี้ไม่มีโรค
Posted by thai healthcare
Categories: Health Care
Tags: Gastric Cancer, Stomach cancer, กระเพาะอาหาร, มะเร็งกระเพาะอาหาร
Gastric Cancer

What Is Stomach Cancer?
Stomach cancer (also called gastric cancer) starts in the stomach.
After food has been chewed and swallowed, it passes down a tube called the esophagus and empties into the stomach. The stomach is a sack-like organ that holds food and mixes it with gastric juice to begin the process of digestion.
Cancer can start in any part of the stomach. Symptoms, treatment options, and the outlook for survival can all vary depending on where the cancer begins.
The stomach itself is made up of 5 layers. Starting from the inside and working out:
- The innermost layer is called the mucosa – This is where the stomach acid and digestive juices are made
- Next is a supporting layer called the submucosa
- This is surrounded by the muscularis, a layer of muscle that moves and mixes the stomach contents.
- The next 2 layers, the subserosa and the serosa (the outermost layer) act as wrapping for the stomach.
Most of the time stomach cancer starts in the mucosa .
Stomach cancer probably grows slowly over many years. Before a true cancer develops, there are usually changes that take place in the lining of the stomach. These early changes rarely produce symptoms and therefore often are not noticed.
Stomach cancer can spread in several different ways.
- It can grow through the wall of the stomach and eventually grow into nearby organs.
- It can also spread to the lymph nodes and then through the lymph system. If cancer spreads this way, the outlook for a cure gets worse.
- When stomach cancer is more advanced, it can travel through the bloodstream and form deposits of cancer cells in organs such as the liver, lungs, and bones.
Most cancers of the stomach are of a type called adenocarcinomas . This cancer develops from cells that form the lining of the innermost layer, the mucosa. The term “stomach cancer” almost always refers to this type of cancer.
Lymphomas, gastric stromal tumors, and carcinoid tumors are other, much less common, tumors that are found in the stomach.
How Many People Get Stomach Cancer?
- We know that there will be about 22,280 new cases of stomach cancer in the United States in 2006.
- About 11,430 people will die of this disease.
- Two thirds of the people found to have stomach cancer are older than 65.
- The risk of a person getting stomach cancer in their lifetime is about 1 in 100.






