wp=2.3.2&publisher=a62cf3cd-bf1e-4768-8391-b496a70d75fc&wp=2.5">


Archive for the 'Thailand Health care' Category



มะเร็งกระเพาะอาหาร

Tuesday 26 August 2008 @ 12:00 pm

มะเร็งกระเพาะอาหาร

มะเร็งกระเพาะอาหาร

มะเร็งกระเพาะอาหาร Gastric Cancer โรคนี้เกิดจากมีเนื้องอกร้ายเกิดขึ้นในบริเวณช่องท้อง เนื่องจากในช่องท้องมีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค เชื้อจุลินทรีย์นี้จะอยู่ในเยื่อบุช่องท้อง เมื่อเชื้อ Pylori bacteria เข้าไปในเยื่อบุช่องท้อง ทำให้เกิดการอักเสบเล้กน้อย และเกิดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลาที่อายุมากขึ้น และเมื่อเกิดการอักเสบติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เป็นผลให้เยื่อบุช่องท้องถูกทำลายจนทำให้บางลง เมื่อเยื่อบุช่องท้องถูกทำลาย ก็ทำให้เกิดการหลั่งของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารมีน้อยลง และต้องใช้เวลามากขึ้นในการย่อยอาหาร ทำให้มีอาหารหลงเหลืออยู่ในช่องท้องได้ง่าย

ความจริงที่ว่าเชื้อ Pylori bacteria เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ดังนั้นการที่เรารู้ว่ามีเชื้อ Pylori bacteria อยู่หรือไม่นั้นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ในการป้องกันโรคมะเร็งในช่องท้อง

คุณ เคยรู้สึกท้องหนักๆ บ้างหรือไม่ ?
คุณ เคยรู้สึกปวดท้องกระทันหันบ้างหรือไม่ ?
คุณ มั่นใจว่าท้องตัวเองแข็งแรงดีแค่ไหน ?

หากปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ คุณอาจเป็นผู้โชคร้ายคนต่อไปก็ได้
source: อโรคาปาร์ตี้ วาไรตี้ไม่มีโรค


 




นิวโมคอคคัส

Thursday 14 August 2008 @ 6:26 pm

โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส

Pneumococcus

ศ.เกียรติคุณ นพ.สว่าง แสงหิรัญวัฒนา

โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า "สเตรปโตคอคคัส นิวโมเนีย อี" ติดต่อได้จากคนสู่คน โดยผ่านระบบทางเดินหายใจ ซึ่งการติดเชื้อนี้เป็นสาเหตุของการเกิดปอดบวม โดยการติดเชื้อนี้อาจเกิดขึ้นรุนแรง จนทำให้เกิดการติดเชื้อในเลือด และโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ ซึ่งจะพบบ่อยในเด็ก ผู้สูงอายุ และคนที่มักมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด หรือคนที่มีภูมิต้านทานต่ำ

อันตรายของโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส
จะก่อให้เกิดการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ ในปอด จะมีอาการไอ หากมีการติดเชื้อในถุงลมก็จะมีเสมหะ หากเสมหะเป็นสีแดงปนก้แสดงว่าลามไปถึงเส้นเลือด บางรายลามไปถึงเยื่อหุ้มปอดจนเกิดหนอง หรือน้ำท่วมปอดเกิดขึ้น ซึ่งทำให้เกิดอาการเจ็บเวลาหายใจ หายใจลำบาก ทำให้ออกซิเจนไม่เพียงพอ และอาจจะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

อีกทั้งยังลุกลามไปเข้าทางกระแสเลือดได้อีก ทำให้เกิดอาการโลหิตเป็นพิษ ไข้ขึ้น หนาวสั่น ช็อก และถ้าลุกลามไปสมองก็จะเป็นเยื่อหุ้มอักเสบ หรือฝีในสมองได้ ซึ่งเชื้อนิวโมคอคคัสจัดว่าเป็นเชื้อแบคทีเรียที่อันตราย และผู้ที่ติดเชื้อแบคทีเรียนี้ ส่วนใหญ่จะเสียชีวิต

การรักษา
ส่วนใหญ่แพทย์จะใช้ยาปฎิชีวนะในการฆ่าเชื้อ แต่ปัจจุบัน
เชื้อนิวโมคอคคัสเริ่มดื้อยา ทำให้ยาปฎิชีวนะหลายชนิด ทำการรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควร ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากที่ป่วยเป็นโรคนี้อาจจะป่วยนานขึ้น และในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจนเสียชีวิตได้

การดูแลป้องกัน

  • ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ทั้งร่างกาย และจิตใจ ด้วยการออกกำลังกาย ไม่กินอาหารทอด หรือมัน
  • รักษาสุขภาพอนามัยที่ดี ล้างมือบ่อยๆ ปิดปากและจมูกทุกครั้ง ที่ไอ จาม
  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคค้ส เป็นวิธีการหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรค ทำให้ร่างกายกระตุ้นมีภูมิคุ้มกันเข้ามา
  • ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เกี่ยวกับทางเดินหายใจ ไตวาย อัมพาต มะเร็ง ที่มีโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อสูง สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเ้ชื้อนิวโมคอคคลัสไว้ได้ และอาจลองปรึกษาแพทย์ที่ดุแลอยู่ด้วย




โรคมะเร็งทางเดินอาหาร

Monday 11 August 2008 @ 12:00 pm

โรคมะเร็งทางเดินอาหาร

Gastrointestinal Stromal Tumors (GIST)

โรคมะเร็งทางเดินอาหาร เกิดจากมีเชื้อมะเร็งเจริญเติบโตขึ้นที่บริเวณทางเดินอาหาร ใกล้ๆ กับช่องท้อง เหตุปัจจัยที่ส่งเสริมคือ การบริโภคอาหาร เครื่องดื่มที่มากเกินควร และมีรูปร่างอ้วนเกินไป

คนที่รับประทานอาหารที่มาก และเร็วจะมีอาการเรอ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อโรคได้ง่าย เมื่อรับประทานอาหารเร็วก็จะมีอากาศเข้าไปพร้อมๆ กับอาหารที่มากเกินควร ก็ทำให้น้ำย่อยต้องหลั่งออกมาในปริมาณที่มากขึ้นด้วย ในขณะที่เรอ น้ำย่อยก็จะไหลย้อนกลับมาทางเดินอาหาร

อีกประการที่สำคัญ คือรูปร่างที่อ้วนไขมันที่สะสมอยู่บริเวณรอบๆ ช่องท้อง เป้นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยดันน้ำย่อยจากช่องท้องไหลย้อนกลับขึ้นไปทางเดินอาหาร โดยเฉพาะการที่ต้องนั่งยองๆ หรือเวลาที่ต้องรัดเข็มขัดแน่นๆ ก็ล้วนเป็นตัวช่วยผลักเอาไขมัน และน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปทางเดินอาหาร และการที่เผลอหลับไปทันทีหลังจากบริโภคอาหาร และเครื่องดื่ม ซึ่งจะทำให้น้ำย่อยหลั่งย้อนกลับขึ้นมาที่ทางเดินอาหาร และในขณะที่นอนอยู่ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ประสบกับโรคร้ายที่น่ากลัว Backward flowed Gullet Flame เนื่องจากการที่มีน้ำย่อยไหลย้อนกลับไปที่ทางเดินอาหาร ทำให้ทางเดินอาหารเกิดการอักเสบ เป็นเหตุให้รู้สึกว่าหน้าอกร้อนผ่าว

  • คุณเคยเรอ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จหรือไม่ ?
  • คุณเคยรู้สึกหน้าอกร้อนผ่าว บ้างหรือไม่ ?
  • คุณเอนตัวนอนทันที หลังจากรับประทานอาหารเสร็จหรือไม่ ?

หากปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ คุณอาจเป็นผู้โชคร้ายคนต่อไปก้ได้

source: อโรคาปาร์ตี้ วาไรตี้ไม่มีโรค




การเลือกครีมกันแดด

Wednesday 6 August 2008 @ 6:00 pm

รังสี UV
รังสี UV

นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและผิวพรรณ

ในผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด ซึ่งจะมีการเขียนอธิบายอยู่ข้างหลอดของครีมกันแดด UV-A UV-B ซึ่ง 2 ประเภทนี้ คือ ชนิด AและB ก็มาจากแสงของดวงอาทิตย์ ส่องมายังพื้นโลก จะเป็น UV-A 95 % UV-B 5 % ซึ่งทำให้เกิดปัญหาของผิวพรรณตามมา และมี UV-C ซึ่งจะไม่ลงมาบนพื้นผิวโลก เนื่องจากชั้นโอโซนช่วยกรองเอาไว้ ซึ่ง UV-C เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งผิวหนัง

รังสีจาก UV-A จะทำให้ผิวแก่ก่อนวัย หน้าคล้ำได้ ฉะนั้นเวลาไปทะเล แล้วผิวคล้ำเกิดจาก UV-A

รังสีจาก UV-B Burning คือผิวไหม้แดด เกรียมแดด อย่างกรณีไปอาบแดด แล้วผิวไหม้ ผิวเกรียม เกิดจาก UV-B ฉะนั้นจึงต้องมีครีมกันแดดป้องกันทั้ง 2 อย่าง ทั้ง UV-A และ UV-B

SPF หมายถึงประสิทธิภาพในป้องผิวจากแสงแดดการการไหม้ ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าผิวของคุณทนต่อแสงแดด ได้เป็นเวลา 15 นาทีเกิดการอาการไหม้ การทาครีมป้องกันแสงแดด SPF 30 นั้นจะช่วยให้ผิวจะทดได้ 450 นาที ก่อนที่ผิวจะไหม้ จึงสรุปได้ว่า ค่า SPF เป็นค่าจำนวนเท่าของเวลาในการทนต่อแสงแดด ก่อนที่ผิวจะไหม้ (ป้องกันรังสี UV-B) ดังนั้นครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ ไม่จำเป็นที่จะต้องป้องกันรังสี UV-A ได้ ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF ที่สูง ไม่จำเป็นที่จะป้องกันรังสี UV ได้ดีเสมอไป.

PA หมายถึง Protection Grade of UVA หรือระดับการป้องกันแสง UV-A นั้นเอง ซึ่งมีอยู่ 3 ระดับ คือ PA+ , PA++ และ PA+++ โดยที่ PA+++ มีค่าการป้องกันสูงที่สุด PA+ นั้นเหมาะกับการป้องกันทั่วๆไป ส่วนผู้ที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง ควรใช้ครีมกันแดดที่มี ระดับการป้องกัน PA++ ขึ้นไป.

Physical กับ Chemical Sun-screen Physical Sun-screen หรือครีมกันแดดชนิดกายภาพ คือเป็นสารที่ช่วยสะท้อนแสงออกไป ซึ่งอาจจะทำให้ดูขาววอก ส่วน Chemical Sun-screen จะทำการดูดซับรังสี UV แทนผิว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสารควบคุมให้ใช้ในปริมาณที่จำกัด ตามกฏหมายเครื่องสำอางควบคุม.

ครีมกันแดดที่อ้างว่ากันน้ำ หรือกันเหงื่อ ไม่ได้หมายความว่ามันจะกันได้ตลอด  เมื่อเหงื่ออก ลงน้ำ หรืออะไรก็ตาม สารเคมีที่เป็นตัวกันแดดจะเสื่อมลง  หลายๆ ครั้ง มันก็ยังเหนียวหนึบติดผิวเราอยู่  คือ พอถูกน้ำ ประสิทธิภาพในการกันแดดจะลดลง  โดยส่วนมากแล้ว คำว่า Waterproof หรือ Water Resistant จะทนน้ำได้ไม่เกิน 60 นาที ก็เสื่อมแล้ว  ส่วน Very Water Resistant เนี่ย ก็จะอยู่ได้ไม่เกิน 80 นาทีแค่นี้เอง

 




ไมเกรน

Sunday 3 August 2008 @ 10:06 pm

ไมเกรน

ไมเกรน l Migraine

ไมเกรน คือ โรคปวดศีรษะชนิดหนึ่ง มักปวดข้างเดียว แถวขมับ หรืออาจจะปวดบริเวณเบ้าตา อาการปวดไมเกรนอาจจะปวดได้นาน 2-3 วัน หรืออาจจะปวด 2-4 ชั่วโมง อาการปวดศีรษะจะรุนแรงมากขึ้นอีก เมื่อมีการเคลื่อนไหวร่างกาย และในขณะที่มีอาการปวดมักจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย

อาการปวดไมเกรนมักมีอาการนำมาก่อนที่จะเกิดอาการปวด เรียกว่าออร่า คืออาจจะเป็นแสงแวบเข้าตา แสงจ้า ตาพร่ามัว มีอาการชาที่ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย ซึ่งจะเกิดเป็นช่วงสั้นๆ

ไมเกรน พบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย มักจะพบในช่วงอายุ 10-40 ปี แต่พบในเด็กอายุ 7-8 ขวบได้ โดยพบอัตราการเกิดไมเกรนในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยผู้หญิงมีอัตราการเกิดร้อยละ 18 ผู้ชายร้อยละ 6 และในเด็กร้อยละ 4 แต่พออายุมากขึ้นเรื่อยๆ อาการจะน้อยลง

ปัจจุบันยังไม่มีใครทราบสาเหตุที่แท้จริงของไมเกรน แต่เชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนระดับเซโรเทนินในร่างกาย ทำให้เส้นเลือดแดงในสมองเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ซึ่งมีปัจจัยที่กระตุ้นได้หลายอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึก นอนไม่หลับ ซึ่งนอกจากจะกระตุ้นไมเกรนแล้วยังไปกระตุ้นอาการปวดกล้ามเนื้อด้วย

ไมเกรนแบ่งระดับของอาการปวดเป็น 6 ระดับ

1. Classic Migraine เริ่มช่วงวัยรุ่น เมื่ออายุมากขึ้นอาการปวดศีรษะจะดีขึ้น บางครั้งมีอาการนำออร่า เช่น เห็นแสงแสบ ตามองไม่เห็น ชาซีกใดซีกหนึ่ง

2. Common Migraine มักปวดบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา ขมับและขากรรไกร มักปวดข้างใดข้างหนึ่งแต่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการนำ

3. Hemoplegic Migraine มีอาการอ่อนแรงของแขนขาข้างหนึ่ง เป็นช่วงสั้นๆ หรือบางคนอาจจะมีเวียนศีรษะ จากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงจะมีอาการปวดศีรษะตามมา

4. Ophthalmoplegic Migraine ผู้ป่วยจะปวดศีรษะร่วมกับหนังตาตก เห็นภาพซ้อน

5. Basilar Artery Migraine ก่อนปวดศีรษะจะเวียนศีรษะ ทรงตัวไม่ได้ เห็นภาพซ้อน

6. 6.Status Migrainosus ผู้ป่วยจะปวดศีรษะนานกว่า 72 ชั่วโมงและมีอาการมากกว่าปกติ

ในปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่มีวิธีรักษาไมเกรนให้หายขาดได้ แต่มีวิธีช่วยให้ความถี่และความรุนแรงลดน้อยลง โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ล่าสุดในประเทศไทยได้พัฒนาการรักษาโรคไมเกรนจากศาสตร์การกดจุดรักษาโรค โดยการปรับระบบกล้ามเนื้อและการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท เพื่อปรับสมดุลการทำงานของหลอดเลือดแดงที่อยู่ภายนอกและภายในศีรษะ อันเป็นสาเหตุของการปวดศีรษะ โดยอาการปวดศีรษะจะลดลงภายในครั้งแรกของการรักษา และเมื่อรักษาอย่างต่อเนื่องจะสามารถป้องกันการกลับมาของไมเกรนได้ โดยที่ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องกินยา ทั้งนี้ผู้ป่วยเป็นไมเกรนต้องดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

การรักษาไมเกรน

การรักษาไมเกรนให้ได้ผลดีผู้ป่วยจะต้องทราบถึงสาเหตุที่กระตุ้นให้ปวดศีรษะ และมีส่วนร่วมในการรักษาโดยมีสมุดจดบันทึกปัจจัยชักนำให้ปวดศีรษะ อาการปวดศีรษะเป็นอย่างไรหลังจากหลีกเลี่ยงปัจจัยชักนำ การปรับยาของแพทย์ทำให้ปวดศีรษะดีขึ้นหรือไม่ ควรไปตามนัดทุกครั้งเพื่อประเมินผลการรักษา แบ่งการรักษาเป็นสองหัวข้อคือ ควบคุมปัจจัยชักนำ และการรักษาด้วยยา

1. การควบคุมปัจจัยชักนำ

ปัจจัยชักนำมิใช่สาเหตุแต่เป็นเพียงปัจจัยเริ่มที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ผู้ป่วยแต่ละคนอาจจะมีปัจจัยชักนำไม่เหมือนกัน

* อาหาร ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นไมเกรน เช่น แอลกอฮอล์โดยเฉพาะไวน์แดง ผงชูรส อาหารที่มี tyramine เช่น เนย นม ชอคโกแลต กล้วยหอม ผงชูรส ผลไม้ประเภทส้ม กาแฟและชา
* การนอน ควรนอนให้เป็นเวลาและนอนให้พอ ตื่นให้เป็นเวลา
* ฮอร์โมน ผู้หญิงเมื่ออายุมากขึ้นอาการจะปวดดีขึ้น การตั้งครรภ์ในระยะเริ่มแรกปวดศีรษะจะเป็นมากระยะหลังตั้งครรภ์อาการปวดจะดีขึ้น การรับประทานยาคุมกำเนิดจะทำให้ปวดศีรษะมากขึ้น
* ความเครียด พยายามควบคุมความเครียด หาเวลานั่งพักหลับตาหยุดคิดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
* ปัจจัยสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ อากาศ แสงไฟกระพริบ กลิ่นที่ฉุนเฉียว

2. การรักษาไมเกรนด้วยยา

การรักษาด้วยยาแบ่งออกเป็นการรักษาเมื่อมีอาการปวดศีรษะ [acute treatment] และการรักษาเพื่อป้องกัน [preventive treatment] จะใช้ในกรณีที่ปวดศีรษะรุนแรงและบ่อย

1. acute treatment ยาแก้ปวดศีรษะมีด้วยกันหลายชนิดควรรับประทานทันทีที่เริ่มมีอาการปวดศีรษะไม่ควรรับประทานยาบ่อยหรือมากกว่าที่แพทย์สั่ง

* ยา แก้ปวดและบรรเทาอาการอื่นยาบางชนิดอาจหาซื้อได้จากร้านขายยาเช่น paracetamol ,aspirin, ibuprofen ยา aspirin ไม่ควรใช้กับเด็ก ผู้ป่วยบางรายอาจรับประทานยากลุ่มเหล่านี้ก่อนพบแพทย์ แต่ถ้าไม่หายแพทย์อาจให้ยาแก้ปวดที่มีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการปวดศีรษะ ดีขึ้นแต่ยาบางตัวอาจมีแนวโน้มที่จะเสพติด แพทย์บางท่านอาจให้ยา Nonsteroidal anti-inflammatory drugs เช่น mefenamic,diclofenac,ibuprofen แทนกลุ่มที่จะมีแนวโน้มทำให้เสพติด ผู้ป่วยไมเกรนนอกจากจะมีอาการปวดศีรษะแล้วยังมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วม ด้วยดังนั้นควรได้รับยาแก้คลื่นไส้หากมีอาการคลื่นไส้มาก
* ยาที่หยุดอาการไมเกรน ยาในกลุ่มนี้มีสองชนิดได้แก่ Ergot alkaloids และ Triptans

2. Migraine prevention

หากอาการปวดศีรษะไมเกรนเป็นรุนแรงเป็นบ่อบแพทย์จะแนะนำยาป้องกันไมเกรน ซึ่งสามารถลดความถี่ ความรุนแรงและระยะเวลาที่ปวด และเมื่อสามารถควบคุมอาการได้แพทย์จะแนะนำให้ค่อยๆลดยาลงยาในกลุ่มนี้ได้แก่

* Antidepressants ยาลดอาการซึมเศร้าสามารถป้องกันปวดศีรษะไมเกรนได้เช่น amitriptyline, nortriptyline, and doxepin
* Beta-blockers เป็นยาลดความดันโลหิตสูงและรักษาโรคหัวใจแต่สามารถนำมาใช้ป้องกันไมเกรนได้เช่น propranolol, metoprolol, timolol, nadolol, or atenolol การจะใช้ยากลุ่มนี้ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เนื่องจากมีผลต่อความดันโลหิตและต่อการเต้นของหัวใจ
* Calcium channel blockers เป็นยาลดความดันโลหิตสูงและรักษาโรคหัวใจแต่สามารถนำมาใช้ป้องกันไมเกรนได้ เช่น verapamil, diltiazem, or nifedipine. การจะใช้ยากลุ่มนี้ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เนื่องจากมีผลต่อความดันโลหิต และต่อการเต้นของหัวใจ
* Serotonin antagonists เช่น cyproheptadine. เป็นยาที่ทำให้อยากอาหารไม่ควรใช้ยาตัวนี้ในเด็ก
* Anticonvulsants เป็นยากันชักใช้ได้ผลดีโดยเฉพาะ valproate ยาตัวนี้ให้ใช้กับเด็กอายุมากกว่า 10ปี

การรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา

มีรายงานว่าการรักษาโดยไม่ต้องใช้ยาก็สามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะ

* การทำสมาธิ
* การจัดการกับความเครียด
* การฝังเข็ม
* การออกกำลังกาย

หลักการที่ทำให้การรักษาไมเกรนให้ได้ผลดี

1. การจดบันทึกอากรของโรคไมเกรนดังนี้

* วันและเวลาทีปวด
* ระยะเวลาที่ปวด
* อาการอื่นที่พบร่วม เช่น คลื่นไส้อาเจียน สิ่งกระตุ้นเช่น แสง เสียง กลิ่น
* ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะ คุณผู้หญิงอย่าลืมบันทึกเกี่ยวกับรอบเดือนด้วยครับ

2. ให้ คนใกล้ชิดคอยสังเกตถึงอาการก่อนปวดศีรษะเช่น หิวข้าว หิวน้ำ หาวนอน อ่อนเพลีย ซึมเศร้า แสง เสียง หนาวสั่น ปัสสาวะ
3. ให้พกยาติดตัวไว้อย่างน้อย 1 ชุดเสมอ
4. รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดห้ามรับประทานยาเกินแพทย์สั่ง ห้ามหยุดยาทันที
5. ถ้าลืมกินให้กินยาทันทีที่นึกขึ้นได้ ห้ามรับประทาน 2 เท่า
6. หลังจากรับประทานยา ให้หาห้องเงียบๆมืดๆนอนพักจนอาการปวดดีขึ้น
7. ให้ความร่วมมือกับแพทย์ในการรักษา ปฏิบัติตามคำแนะนำโดยเคร่งครัด

ข้อมูลโดย ศูนย์รักษาไมเกรนอาฌานติ โทร. 0-2744-2994-6




«« Previous Posts

Page 1 of 1012345»...Last »


Hotels2thailand.com