wp=2.3.2&publisher=a62cf3cd-bf1e-4768-8391-b496a70d75fc&wp=2.5">


Archive for the 'Thailand travel info' Category



ทริปสุขภาพ-สถาบันแพทย์แผนไทย

Sunday 27 July 2008 @ 12:00 pm

สถาบันแพทย์แผนไทย

The Institute of Thai Traditional Medicine

source: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สโมสรสุขภาพ

พิพิธภัณฑ์แพทย์แผนไทย - พิพิธภัณฑ์และศูนย์ฝึกอบรมการแพทย์แผนไทย สังกัดกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในกระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์เป็นอาคารทรงไทยแบบเครื่องก่อ ๙ หลัง ออกแบบโดยศาสตราจารย์ ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ภายในตัวอาคารทรงไทยจัดแบ่งเป็น ๓ ชั้นคือ ชั้นใต้ดิน ชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สอง ชั้นที่สองเป็นส่วนพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับความเป็นมาและ วิวัฒนาการการแพทย์แผนไทย ปรัชญาการแพทย์พื้นบ้าน จัดแสดงเครื่องยาไทยประเภทต่าง ๆ และยังแสดงให้เห็นการนำภูมิปัญญาไทยมาใช้ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วยห้องต่างๆ ๗ ห้อง

ห้องที่ ๑ หอพระไภษัชคุรุไวทูรยประภา แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง ความเชื่อทางพุทธศาสนากับการแพทย์แผนไทยหรือที่เรียกว่า พุทธศาสน์การแพทย์

ห้องที่ ๒ หอบรมครูการแพทย์แผนไทย เพื่อแสดงให้เห็นถึงพิธีไหว้ครู ตามหลักความเชื่อของไทย

ห้องที่ ๓ ห้องวิวัฒนาการการแพทย์แผนไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน แสดงวิวัฒนาการทางการแพทย์แผนไทยตั้งแต่ยุคก่อนสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลปัจจุบัน

ห้องที่ ๔ ห้องภูมิปัญญาไทย ด้านแพทย์พื้นบ้านทั้ง ๔ ภาคของไทย

ห้องที่ ๕ ห้องการนวดไทย แสดงประวัติความเป็นมาของการนวด อุปกรณ์เครื่องมือการนวดต่างๆ

ห้องที่ ๖ ห้องอาหารไทย แสดงวัฒนธรรมการกินอยู่ตามฤดูกาลและตามธาตุของคนไทยทั้ง ๔ ภาค ซึ่งเหมาะสมต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ประจำภาค และเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

คนเราในร่างกายจะแบ่งเป็น 4 ธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม จะเป็นธาตุไฟ ควรทานอาหทรที่มีรส จืด เย็นและขม เช่น แตงโม หัวผักกาด
เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน จะเป็นธาตุลม ควรทานอาหาร รสเผ็ด ร้อน เช่น กระเพรา ขิง ข่า
กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน เป็นคนธาตุน้ำ ควรทานอาหาร รสเปรี้ยว เช่น มะนาว สัปปะรด ส้มโอ
ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม เป็นคนธาตุดิน ควรทานอาหาร รสฝาด หวาน มัน เค็ม เช่น ฝรั่ง กล้วย มะละกอ เผือก มัน
ข้อมูลเพิ่มเติม อาหารประจำธาตุเจ้าเรือน

ห้องที่ ๗ ห้องยา แสดงถึงหลัก ๔ ประการในการปรุงยา เครื่องยา และยาไทยสมุนไพรประเภทต่างๆ

จากตัวพิพิธภัณฑ์ ลงไปชั้นที่หนึ่งของอาคารพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วย ห้องอาหารเพื่อสุขภาพ ขายอาหารเพื่อสุขภาพ และมีห้องจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ยาดม ยาทา ลูกอม สบู่ ยาสระผม ในบริเวณเดียวกันจะเห็น ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพแพทย์แผนไทย ห้องตรวจรักษาด้วยการแพทย์แผนไทย ห้องอบสมุนไพร ห้องนวด มีบริการนวดรักษาโดยสมัครเป็นสมาชิกก่อน และเปิดบริการ ๐๘.๓๐-๑๖.๓๐ น. ทุกวัน นวดรักษา นวดสุขภาพ ๒๐๐ บาท นวดฝ่าเท้า ๑๕๐ บาท ประคบสมุนไพร ๑๕๐ บาท อบสมุนไพร ๑๐๐ บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร.๐ ๒๕๙๐ ๒๖๐๖

ชั้นใต้ดิน ประกอบด้วย ห้องประชุม ห้องสมุด ศูนย์จำหน่ายหนังสือของโครงการพัฒนาต่างๆ
ด้านนอกอาคารมีเขามอซึ่งจำลองมาจากวัดโพธิ์ บนเขามอคัดเลือกท่าฤาษีดัดตนขนาดเท่าคนจริงจัดแสดง ๒๕ ท่าและปลูกสมุนไพรที่เป็นยาต่างๆไว้บนเขาด้วย ภายในเขามอมี “ถ้ำฤาษีเขามอหรือถ้ำครูแผนไทย” ภายในถ้ำติดแอร์และเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและรูปฤาษีดัดตนในท่าต่างๆ รอบๆ เขามอแวดล้อมด้วยต้นไม้สมุนไพร บางต้นติดระบบสัญญาณเมื่อกดปุ่ม ต้นไม้สามารถพูดบอกข้อมูลรายละเอียดของต้นไม้

บริเวณรอบๆ อาคาร ยังแวดล้อมด้วยสวนสมุนไพรที่ปลูกไว้นับพันชนิด และยังมีซุ้มขายอาหารที่ทำจากพืชผักสมุนไพร ร้านขายพืชผักปลอดสารพิษ ร้านขายยาสมุนไพร ถ้าใครสนใจเรียนการแพทย์แผนโบราณ หรือ การนวดตัว นวดเท้า ก็สามารถสมัครเรียนได้ที่ สถาบันส่งเสริมสุขภาพแพทย์แผนไทย มีหลายหลักสูตรทั้งนวดตัว นวดเท้า ผู้เรียนสามารถนำไปประกอบอาชีพต่อไปได้ โดยมีใบประกาศนียบัตรรับรองจากระทรวงสาธารณสุข สอบถามรายละเอียดโทร. ๐ ๒๕๙๑ ๐๕๙๘-๙

การเดินทาง สามารถโดยสารรถประจำทางสาย ๙๗ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา ๐๘.๓๐–๑๖.๓๐ น. (กรุณาทำจดหมายล่วงหน้าก่อนเข้าชมอย่างน้อย ๑ สัปดาห์) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่พิพิธภัณฑ์และศูนย์ฝึกอบรมการแพทย์แผนไทย โทร ๐ ๒๕๙๐ ๒๖๐๑




คลองบางหลวง

Sunday 13 July 2008 @ 6:00 pm

คลองบางหลวง

คลองบางหลวง หรือคลองบางกอกใหญ่

ปากคลองบางหลวง เริ่มตั้งแต่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตรงจุดที่ตั้งของป้อมวิไชยประสิทธิ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองทัพเรือ และภายในมีพระราชวังเดิมของพระเจ้าตากสินอยู่ ตรงนี้อยู่เยื้องท่าเรือปากคลองตลาดในปัจจุบัน

คลองบางหลวง ที่ทางราชการเรียกขานว่า คลองบางกอกใหญ่ ซึ่งคลองอาจเกี่ยวเนื่องกับการที่มีพระราชวังอยู่ปากคลองในสมัยกรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง พระเจ้าแผ่นดินคือหลวง เมื่อมาอยู่ปากคลองบางกอกใหญ่ จึงกลายเป็นคลองบางหลวง

คลองบางหลวงจัดว่าเป็นคลองที่กว้างใหญ่กว่าคลองที่อยู้ละแวกใกล้เคียง เพราะเป้นทางออกของแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิม ก่อนที่จะมีการขุดคลองลัดบางกอก ในสมัยพระเจ้าชัยราชาธิราช จากปากคลองบางกอกน้อย มาบรรจบบริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ ก่อให้เกิดแม่น้ำสายตรงสายใหม่ขึ้น ตั้งแต่โรงพยาบาลศิริราชจรดหน้าวัดอรุณฯ ธนบุรีจึงกลายเป็นเมืองหน้าด่าน และเป็นด่านขนอน จัดเก็บภาษีทางน้ำก่อนเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และเป็นแหล่งขนสินค้าที่มาจากปักษ์ใต้

จากความสำคัญของพื้นที่บริเวณนี้ คลองบางหลวงจึงเป็นที่รวมของกลุ่มชน อันหลากหลายที่มาอยู่รวมกันเป็นชุมชน มีการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม และประเพณี
กล่าวเฉพาะชาวมุสลิม ถือว่าตั้งรกราก อยู่ที่คลองบางหลวงมายาวนานกว่า ๒๐๐ ปี เป็นชุมชนที่เข้มแข็ง ในเรื่องศาสนา และความเชื่อ ศาสนสถานของพวกเขาเรียกว่า "กุฎี" เช่น กุฎีใหญ่ กุฎีหลวง กุฎีกลาง กุฎีขาว ฯลฯ ภาพวิถีชีวิตแต่ครั้งอดีต ของชาวมุสลิมกลุ่มนี้ มีปรากฏหลักฐานในบันทึกประวัติศาสตร์ และโคลงฉันท์กาพย์กลอน ช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ หลายบทหลายตอน




การป้องกันการเป็นตะคริว

Thursday 10 July 2008 @ 6:00 am

การป้องกันการเป็นตะคริว

source: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

เมื่อเดินเท้าไปนานๆ ร่างกายเสียเหงื่อมาก อาจจะทำให้เกิดตะคริว ตะคริวเกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้ออย่างเฉียบพลัน เนื่องจากความผิดปกติของกระบวนการดูดซึมภายในกล้ามเนื้อ ทางแก้ ก็คือ ต้องพัก นั่ง หรือนอนเหยียดเท้าพาดอะไรก็ได้ให้สูง เพื่อให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น เลือดที่ไปคั่งอยู่ที่เท้าไหลย้อนกลับ ให้เลือดใหม่ที่มีออกซิเจนไหลไปแทน กินเกลือสักหยิบมือ เพื่อเติมเกลือแร่ที่สูญเสียไปกับเหงื่อ




การเดินขึ้นเนินชัน

Wednesday 9 July 2008 @ 6:00 pm

การเดินขึ้นเนินชัน

การเดินขึ้นเนินชัน

source: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

เนื่องจากการเดินขึ้นเขาชัน ต้องใช้พลังงานมากกว่าการเดินบนทางราบถึง 15 เท่า ทางที่ดี ควรก้าวช้าๆ สูดหายใจลึกๆ เพื่อให้มีออกซิเจนเพียงพอในการเผาพลาญพลังงาน และหมายตาจุดพักเท้าสั้นๆ เป็นระยะๆ อย่าโหมเดินรวดเดียว เพราะจะทำให้เหนื่อยเกินไปจนหมดแรงที่จะไปต่อ ช่วงที่ชันมากๆ ใช้มือช่วยโน้มโขดหินหรือกิ่งไม้ จะทำให้เข่า และต้นขาไม่ต้องรับภาระหนักเกินไป พกขนมหวานจำพวกช็อกโกแล็ต เวเฟอร์ จะช่วยให้มีพลังงาานในการเดินทางไกล




การเดินในป่าดิบชื้น

Wednesday 9 July 2008 @ 12:00 pm

การเดินในป่าดิบชื้น

การเดินในป่าดิบชื้น

source: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

ในป่าดิบชื้น ความชื้นสูง แต่อากาศกลับร้อนอบอ้าว ในตอนกลางวัน เป็นเพราะ ภายในป่าทึบอากาศหมุนเวียนได้ไม่ดี โดยเฉพาะเส้นทางในหุบ เมื่อเดินป่า ร่างกายต้องใช้พลังงานมาก จึงต้องระบายความร้อนเพื่อรักษาสมดุลย์ของร่างกาย จึงมีเหงื่อออกมาก แต่อุปสรรคก็คือ ความชื้นสัมพัทธ์ที่สูง เหงื่อที่ถูกขับออกมาไม่สามารถระเหยหายไปได้เร็ว มันจึงเหนอะหนะอยู่ที่ผิวหนัง ซึ่งหมายความว่าร่างกายระบายความร้อนได้ไม่ดี และยิ่งทำให้ร่างกายทวีความร้อนอบอ้าวยิ่งขึ้น เพราะยังคงเผาผลาญพลังงานต่อไป สถานการณ์เช่นนี้ ในป่าดิบชื้นที่หนาแน่นมากๆ และมีความชื้นสัมพัทธ์สูง หากยังหักโหมเดินต่อไป จะมีอาการเหมือนเป็นไข้ เหนื่อยมาก

ฉะนั้น ถ้ารู้สึกร้อนจัด ควรหยุดพัก และวักน้ำในลำธารลูบหน้าลูบตา เป็นการระบายความร้อนออกจากร่างกายวิธีหนึ่ง แต่อย่าลงแช่น้ำ ทั้งๆ ที่ยังเหนื่อยจัด เพราะร่างกายอาจปรับตัวไม่ทัน

การเดินในป่าดิบชื้นไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่หนาเกินไป ควรเป็นผ้าที่โปร่ง สบาย แห้งเร็ว แต่ควรเป็นเสื้อแขนยาว เพราะมีหลายช่วงต้องผ่านดงหนาม และรังมด ถ้ารู้สึกร้อน ก็สามารถพับแขนขึ้นได้




«« Previous Posts

Page 1 of 812345»...Last »


Hotels2thailand.com