Archive for the 'Thailand Travel' Category

เกาะล้าน ทะเลสวย
ขอแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว เกาะล้าน ทะเลแสนสวย สายน้ำใสๆ ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกรุงเทพฯ
เกาะล้าน ตั้งอยู่ที่ จ.ชลบุรี อยู่ห่างจากชายฝั่งพัทยา 7 กิโลเมตร นั่งเรือโดยสาร 45 นาทีก็ถึง (นั่งกินลมชิวๆ ชมวิวเพลินๆ) หากเดินทางโดยเรือเร็วจะใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น มีพื้นที่ประมาณ 4 ตารางกิโลเมตร มีชายหาดที่สวยงามหลายแห่ง ส่วนใหญ่คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเล่นน้ำ เพราะน้ำทะเลที่เกาะล้านนี้ใสมาก
หรือจะเลือกไปดำน้ำดูปะการัง เล่นกีฬาทางน้ำ ไม่ว่าจะเป็น "เรือลากร่มชูชีพ" สำหรับผู้ที่ชอบหวาดเสียว "เรือสกี" สำหรับผู้ที่ชอบความท้าทาย หรือจะเลือกมันส์ไปกับ "สกู๊ตเตอร์" โดยเฉพาะที่หาดตาแหวน หาดทองหลาง หาดนวล และหาดเทียนเนี่ย มีอะไรให้เล่นสนุกๆ คึกครื้นกันตลอดทั้งวัน
หากชอบความเงียบสงบ ต้องการพักผ่อนแบบเป็นส่วนตัวขึ้นมาหน่อยก็ต้องไป "หาดแสม" เพราะที่นี่บรรยากาศจะเงียบสงบกว่าหาดอื่นในบริเวณเกาะล้าน ส่วนเกาะเล็กๆ ที่อยู่รอบๆ เช่น เกาะครก และเกาะสาก นั้น ก็ถือเป็นแหล่งตกปลา ดำน้ำดูปะการัง (ทั้งแบบน้ำลึกและน้ำตื้น) และเป็นสถานที่ฝึกหัดเรียนดำน้ำอีกด้วย
การเดินทาง
มีเรือโดยสารออกจากท่าเรือพัทยาใต้ไปเกาะล้านทุกวัน เที่ยวไป ตั้งแต่เวลา 10.00 น.-18.30 น. เที่ยวกลับ มี 2 รอบ คือ เวลา 12.00 น. และ 14.00 น. อัตราค่าเรือโดยสาร คนละ 30 บาท เรือจอดที่ท่าหน้าบ้าน หากจะเดินทางต่อไปชายหาดอื่นก็สามารถเช่าเรือหางยาวหรือรถรับจ้างได้ นอกจากนี้ ยังมีบริการเรือเร็วให้เช่าอยู่ทั่วไปตามชายหาดพัทยา อัตราค่าเช่าประมาณ 3,000 บาท
หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ
สำนักงานจังหวัดชลบุรี โทร. 0-3827-5034
เทศบาลเมืองชลบุรี โทร. 0-3827-9407 ต่อ 112
ประชาสัมพันธ์จังหวัด โทร. 0-3827-9448
ตำรวจท่องเที่ยว โทร. 1155
Call Center พัทยา โทร.1337
ตำรวจท่องเที่ยว (พัทยา) โทร. 0-3842-9371, 0-3842-5937
สถานีตำรวจภูธร (พัทยา) โทร. 0-3842-0802–5
สถานีตำรวจภูธร(จอมเทียน) โทร. 0-3823-2330-1
สถานีตำรวจภูธร (บางละมุง) โทร. 0-3822-1800, 0-3822-1331
โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา โทร. 0-3825-9999
โรงพยาบาลเอกชล โทร. 0-3827-3840, 0-3879-1790-9
โรงพยาบาลบางละมุง โทร. 0-3842-9244
สนามบินอู่ตะเภา โทร. 0-3824-5666
สถานีเดินรถโดยสารประจำทาง โทร. 0-3842-9877
source: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
photo: www.pattayadailynews.com
![]()
อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
source: วิกิพีเดีย
อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง หรือ ปราสาทหินพนมรุ้ง ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 (บ้านดอนหนองแหน) ตำบลตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ห่างจากตัวเมืองบุรีรัมย์ลงมาทางทิศใต้ประมาณ 77 กิโลเมตร ประกอบไปด้วยโบราณสถานสำคัญ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว สูงประมาณ 200 เมตรจากพื้นราบ (ประมาณ 350 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง) คำว่า พนมรุ้ง นั้น มาจากภาษาเขมร คำว่า วนํรุง แปลว่า ภูเขาใหญ่
ในการเดินทางไปที่อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งโดยใช้รถยนต์ส่วนบุคคล สามารถเลือกเดินทางได้ 2 เส้นทางออกจากตัวจังหวัดบุรีรัมย์ ดังนี้
* เดินทางโดยใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 218 (บุรีรัมย์-นางรอง) เป็นระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 24 (สีคิ้ว-อุบลราชธานี) ไปจนถึงหมู่บ้านตะโก ประมาณ 14 กิโลเมตร แล้วจึงเลี้ยวขวาผ่านบ้านตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติอีกประมาณ 12 กิโลเมตร ก็จะถึงอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
* เดินทางโดยใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 219 (นิคมบ้านกรวด-บรบือ) เป็นระยะทางประมาณ 44 กิโลเมตร ถึงตัวอำเภอประโคนชัย จะเห็นทางแยกที่จะไปอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ซึ่งใช้เวลาเดินทางอีกประมาณ 21 กิโลเมตร ก็จะถึงอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง
ถ้าเดินทางโดยใช้บริการรถโดยสารจากขนส่งบุรีรัมย์ ก็ให้ขึ้นรถโดยสารสายบุรีรัมย์-จันทบุรี พอถึงที่หมู่บ้านตะโก แล้วจึงลงจากรถ จากนั้นจะมีรถสองแถววิ่งไปอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง หรือไม่ก็นั่งวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ได้
Ancient Cambodia

ลำปาง ถิ่นรถม้า ชมการแสดงช้างไทย
source: เดลินิวส์
ลำปาง เป็นจังหวัดหนึ่งที่ผู้คนมักใช้เป็นทางผ่านเพื่อเดินทางสู่ภาคเหนือของไทย ทั้งนี้มนต์เสน่ห์ของลำปางไม่ได้แพ้จังหวัดอื่นๆ เลย โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวในกลุ่มเยาวชน To Be Number One จึงจัดเส้นทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดลำปาง แหล่งอารยธรรมล้านนา…
สถานที่แรกที่ผู้คนเมื่อมาแอ่วลำปางไม่พลาดที่จะสักการะ พระธาตุลำปางหลวง เดินทางตามทางหลวงสายลำปาง-เถิน ถึงหลักกิโลเมตรที่ 586 เลี้ยวเข้าไปจนถึงที่ว่าการอำเภอเกาะคา เลี้ยวขวาอีกครั้งไปอีก 2 กิโลเมตร จะถึงวัด สามารถเลือกมุมถ่ายรูปได้ตามใจชอบเพราะ อบต. จัดการสายไฟฟ้าลงใต้ดินทั้งหมด จึงไม่มีเสาไฟฟ้าและสายไฟระเกะระกะ ห้อยระโยงระยาง ดังเช่นแต่ก่อน
พระธาตุลำปางหลวงตั้งอยู่บนเนินเขา มีบันไดนาคทอด ขึ้นสู่ตัววัด หากมองข้ามกำแพงวัดเข้าไปจะเห็นองค์พระธาตุตั้งอยู่ด้านหลังของพระวิหารหลวง ภายในประดิษฐานพระเจ้าล้านทอง ซึ่งเป็นประธาน มีความงดงามวิจิตรยิ่งนัก
จากนั้นนมัสการเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อยู่ด้านหลัง ที่รั้วทองเหลืองรอบองค์พระเจดีย์มี รูกระสุนปืน ที่หนานทิพย์ช้าง ควาญช้างชาวพื้นเมืองได้รวมสมัครพรรคพวกขึ้นต่อต้าน เข้าลอบโจมตีท้าวมหายศ ซึ่งตั้งค่ายอยู่ในวัดพระธาตุลำปางหลวง แล้วลอบยิงท้าวมหายศจนเสียชีวิต จากนั้นได้รับการ แต่งตั้งเป็นพญาสุลวฤาไชย ปกครองนครลำปาง และในสมัยสงคราม 9 ทัพ ยังมีบทบาทในการต่อต้านพม่า ที่ยกทัพเข้ามาทางเชียงใหม่อีกด้วย ซึ่งนับเป็นต้นตระกูลของ ณ เชียงใหม่นั่นเอง ผู้ที่เกิดปีฉลูไม่ควรพลาดอย่างยิ่งเพราะเป็นพระธาตุประจำปีเกิด
ถัดมาด้านข้างเป็น ซุ้มพระบาท ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน รอยพระบาทของพระพุทธเจ้า ซึ่งเชื่อกันว่า พระองค์ได้เสด็จมาถึงที่นี่ก่อนการสร้างพระธาตุลำปางหลวงแห่งนี้ ข้างในยังมี Unseen “เงาพระธาตุกลับหัว” ที่น่าอัศจรรย์ เมื่อ ย่างเท้าเข้าซุ้มพระพุทธบาท ทันใดที่บานประตูปิดสนิท ความอัศจรรย์จะพลันบังเกิด เงาพระธาตุกลับหัว ลวดลายสีทองอร่ามจับตาอย่างน่าอัศจรรย์บนผ้าขาวผืนใหญ่ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ซุ้มพระบาทห้ามไม่ให้ผู้หญิงขึ้น ความอัศจรรย์นี้ จึงมีแต่ผู้ชายเท่านั้นที่ได้ชม ไม่ต้องทำหน้าเศร้า เพราะถึงแม้ว่าในซุ้มพระบาทจะห้ามไม่ให้ผู้หญิงขึ้น แต่ภายในวิหารพระพุทธ วิหารเก่าแก่กว่า 700 ปี ก็มีเงาพระธาตุกลับหัวให้ชมเช่นกัน ถึงแม้จะไม่ชัดเจนเท่ากับในซุ้มพระบาทก็ตาม
มาเยือนลำปางทั้งทีต้องมาที่ อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน แหล่งต้นน้ำลำธารและที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิด บนพื้นที่ กว่า 768 ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณ 480,000 ไร่
เมื่อ เข้ามาถึงแล้วสิ่งที่ผู้คนที่นิยมทำก่อนเป็นอันดับแรกคงหนีไม่พ้น ชม น้ำพุร้อนแจ้ซ้อนซึ่งเป็นแหล่งน้ำพุร้อนที่มีสภาพการเกิดทางธรณีวิทยาที่น่า สนใจ มีกลิ่นกำมะถันอ่อน ๆ จำนวน 9 บ่อ ตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ มีลักษณะเป็นโขดหินน้อยใหญ่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป มีไอน้ำลอยกรุ่นขึ้นจากบ่อปกคลุมรอบบริเวณราวกับสายหมอก เยาวชนที่มาในครั้งนี้ได้ปลูกต้นไม้ในบริเวณอุทยานร่วมกันอีกด้วย
น้ำพุร้อนมีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 73 องศาเซลเซียส นักท่องเที่ยวที่ชอบพิสูจน์มักนิยมนำไข่ไก่และไข่นกกระทามาแช่ สำหรับไข่ไก่แช่นานประมาณ 17 นาที ไข่แดงจะแข็งมีรสชาติมันอร่อย ส่วนไข่ขาวจะเหลวคล้ายไข่เต่า ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ของทุกปี บริเวณนี้จะมีจักจั่นจำนวนมากนับหมื่นตัว เชื่อว่าจักจั่นเหล่านี้หลังจากผสมพันธุ์แล้วจะมาดื่มกินน้ำแร่ก่อนที่จะ ตาย
จากนั้นต้องตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อดีระหว่างเล่นน้ำตกกับเส้นทางเดินศึกษา ธรรมชาติ สำหรับ เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติมีทั้งเส้นทางน้ำตกแจ้ซ้อนน้ำพุร้อนแจ้ซ้อน ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทาง 1 ชั่วโมงครึ่งและ เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติน้ำตกแม่เปียกมีระยะทางทั้งหมด 4 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงครึ่ง ตลอดเส้นทางจะมีป้ายสื่อความหมาย กระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ เพื่อให้ผู้สนใจได้ศึกษาทั้ง 2 เส้นทาง
ส่วนน้ำตกก็มีทั้ง น้ำตกแจ้ซ้อน เป็นน้ำตกที่เกิดจากลำน้ำแม่มอนน้ำไหลตลอดปี มีแอ่ง น้ำรองรับตลอดสาย ไหลตกลงมาเป็นชั้น ๆ มี 6 ชั้น ในแต่ละชั้นจะมีความสวยต่างกันไป อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติเพียง 1 กิโลเมตร หรือจะเป็น น้ำตกแม่เปียก เป็นน้ำตกที่สวยงาม อีกแห่งหนึ่งต่อจากน้ำตกแจ้ซ้อนเข้าถึงโดยเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำการประมาณ 3 กิโลเมตร มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วยชั้นน้ำตก 3 ชั้น ความสูงประมาณ 100 เมตร
ส่วนน้ำตกแม่มอญ เป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลรุนแรงจากชะง่อนผาสูงลงสู่หุบเหวเบื้องล่าง แต่สภาพทั่วไปค่อนข้างอันตรายไม่เหมาะแก่การเล่นน้ำ ทางเข้าน้ำตกเป็นเส้นทางขนส่งแร่เดิม และน้ำตกแม่ขุน อยู่ใกล้กับน้ำตกแม่มอญ มีลักษณะเป็นน้ำตกสายยาวสูงประมาณ 100 เมตร ไหลลง มาบรรจบกับน้ำตกแม่มอญ ควรติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อนำทางจะเป็นการดี
สำหรับใครที่ชอบอาบน้ำแร่ที่นี่มีให้บริการ เป็นห้องอาบน้ำแร่มีทั้งห้องอาบแบบแช่ ซึ่งมีอ่างสำหรับลงแช่อาบ จำนวน 11 ห้อง และห้องอาบน้ำแบบตักอาบ โดยแยกระหว่างห้องอาบชาย-หญิง จำนวน 16 ห้อง อุณหภูมิของน้ำแร่ประมาณ 39-42 องศาเซลเซียส โดยน้ำแร่ที่ใช้อาบต่อท่อโดยตรงมาจากบ่อน้ำพุร้อนเลยทีเดียว
เที่ยวชมความงามของผืนป่าและธรรมชาติกันเต็มอิ่มแล้ว มาสัมผัสความน่ารักของสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทยกันต่อเลยที่ ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย เป็นศูนย์ฝึกลูกช้างแห่งแรกของประเทศไทย ภายในมีกิจกรรม การแสดงช้าง ที่ยังคงอนุรักษ์ศิลปะการทำไม้ด้วยช้าง เช่น ลากซุง ขนไม้ ฯลฯ โดยแสดงขั้นตอนต่าง ๆ ในการฝึกช้างทำไม้ในอดีต ระหว่างแสดงมีพิธีกรบรรยายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ถึงขั้นตอนต่าง ๆ ที่ช้างกำลังแสดงอยู่ ที่ตื่นตาตื่นใจของผู้คน คือ นักเรียนช้างเป็นจิตรกรช้างวาดภาพให้ชม รวมทั้งศิลปินช้างแสดงความสามารถในการเล่นดนตรีต่าง ๆ
ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับสมาชิกใหม่ของศูนย์อนุรักษ์ช้างที่ช้างพัง ขอดได้ตก ลูกซึ่งเกิดจากการผสมเทียม ถือ เป็นความสำเร็จครั้งแรกของเอเชียเสียด้วย ลูกช้างสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี น่ารัก ขี้เล่นมาก ไม่กลัวคน
นอกจากนั้นยังมี การชมช้างอาบน้ำ ท่ามกลางบรรยากาศและแหล่งน้ำธรรมชาติ นักเรียนช้างจะอาบน้ำ เล่นน้ำโดยมีพี่ควาญ คอยดูแล ทำความสะอาดร่างกาย ก่อนไปร่วมแสดง เป็นประจำทุก วัน ชมภาพสวยงาม และเก็บภาพประทับใจไว้เป็นที่ระลึกกัน อีกทั้งยังสามารถร่วมกิจกรรมกับทางศูนย์ได้ด้วยการ นั่งช้างชมธรรมชาติมีเส้นทางผ่านหมู่บ้านควาญช้างป่าเขาลำเนาไพร ภายในบริเวณศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยที่สามารถเลือกใช้บริการได้หลายเส้นทางอีก ด้วย
เมื่อตะวันใกล้พลบค่ำ บรรยากาศของแดดอ่อนๆ ที่ใกล้หมดลง กิจกรรมอย่างหนึ่งที่ไม่ควรพลาด นั่นคือการนั่งรถม้า ชมความงามรอบ ๆ เมืองลำปาง มีทั้งรอบเล็กและรอบใหญ่ ลองต่อรองเรื่องราคากันดู เพราะลำปาง เป็นจังหวัดที่ยังคงมีรถม้าเหลืออยู่

วัดใหญ่ชัยมงคล - Wat Yai Chaimongkhon
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อดีตราชธานีอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ได้สั่งสมความเจริญในด้านต่างๆ ทั้งการเมือง กฎหมาย เศรษฐกิจ และศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่ามากมาย และนับเนื่องจากความเก่าแก่ที่ควรต้องอนุรักษ์ไว้ตราบชั่วลูกชั่วหลานนี้เอง องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งประชาชาติ หรือ UNESCO จึงได้ประกาศให้กรุงเก่าของเรา เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของโลก เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2534
เมื่อ พูดถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลายๆ คนคงจะนึกถึงเมืองแห่งวัดวาอาราม และโบราณสถานมากมาย ทำบุญไหว้พระไปในเวลาเดียวกัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
วัดท่าการ้อง เป็นวัดโบราณมีมาแต่สมัยอยุธยา สร้างขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2092 ประมาณ 450 ปี เศษมาแล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างในปี พ.ศ. ใด สันนิษฐาว่าคงเป็นวัดที่ราษฎรสร้าง เพราะไม่ปรากฏรายชื่อพระอารามหลวงสมัยอยุธยา ตามบันทึกพระราชพงศาวดาร วัดท่าการ้องมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยามากมาย
วัดท่าการ้องได้เป็นที่ฝึกฝนศิลปะแม่ไม้มวยไทยของนักมวยไทยที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งคือ นายขนมต้ม
ในเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน มีการบันทึกว่า ขุนไกร และสามเณรพลายแก้ว ได้มาอุปสมบทที่วัดท่าการ้อง ตอนที่ขุนแผนถูกจองจำ ณ กรุงศรีอยุธยา ณ วันอังคาร ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 5 ปีกุน เวลาบ่าย 4 โมง พม่ายิงปืนสูงวัดการ้องระดมเข้ามา ณ กรุงศรีอยุธยาแล้วเอาเพลิงจุดเชื้อที่รากกำแพงทรุดลง
ในปี 2309 วัดท่าการ้องได้เคยเป็นที่ตั้งค่ายของพม่าค่ายหนึ่งก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา จนมีคำกล่าวว่า ".. นกกาจากวัดการ้อง บินไปเสียบอก ณ ยอดพระปรางค์วัดพระศรีมหาธาตุ ใจกลางกรุงศรีอยุธยา น้ำตาหลวงพ่อโต วันพนัญเชิง ไหลนองพระเนตร อันเป็นลางบอกเหตุสิ้นแล้วแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา
จุดเด่นของวัดท่าการ้อง
เป็นวัดเก่าแก่ สมัยอยุธยา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ท่ามกลางชุมชนอิสลาม 2 หมู่บ้านคือ บ้านท่า กับ บ้านการ้อง อันเป็นวัดพุทธศาสนาที่อยู่ท่ามกลางชุมชนมุสสิม ล้อมรอบทั้งตำบล
ประธานสมัยอยุธยาที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ มีประชาชนเคารพนับถือมาก คือหลวงพ่อรัตนมงคล (หลวงพ่อยิ้ม) ศาลากลางเปรียญ เป็นอาคารทรงไทยไม้สัก สร้างสมัยอยุธยา ในบริเวณวัดจะมีรูปปั่นกาเยอะมาก
วัดกษัตราธิราชวรวิหาร เป็นวัดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่นอกเกาะเมืองตั้งอยู่ตรงข้ามกับเจดีย์พระ ศรีสุริโยทัย เดิมเรียกชื่อ "วัดกษัตรา" หรือ "วัดกษัตราราม" เป็นวัดเก่าแก่โบราณสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เป็นวัดที่เลื่องลือในด้านความงามของทิวทัศน์โดยรอบ เมื่อมองจากริมน้ำยามคำคืน จะเห็นพระอุโบสถ และองค์พระปรางค์ใหญ่สูงเป็นหลักประธานของวัด ภายในพระอุโบสถตกแต่งเพดานด้วยไม้สลักลายรูปดาวประติมากรรมที่หาดูได้ยาก
วัดกลางคลองตะเคียน ณ ที่แห่งนี้บนศาลาได้พบกับสิ่งอันเป็นมงคลยิ่ง คือ พระบรมสารีริกธาตุ ที่ทางวัดได้อันเชิญประดิษฐานไว้ เพื่อให้พุทธศาสนิกชน ได้มากราบนมัสการ ถัดออกไปเล็กน้อยมีพระพุทธรูป องค์ประธานเก่าแก่สมัยอยุธยา บริเวณด้านหลังพระพุทธรูปองค์ประธานมี พระเก่าแก่อาย ุ400 กว่าปี ที่เรียกว่า พระสิบสอง ซึ่งเป็นพระขนาดประมาณ 120 เช็นติเมตร ที่บรรจุพระพุทธรูปไว้ ในพิมพ์เดียวกันจำนวน 12 องค์ ซึ่งท่านเจ้าอาวาสได้เล่าว่า
"พระดังกล่าวเป็นต้นแบบของพระสิบสองที่นิยม สร้างกันในปัจจุบัน เป็นของเก่าแก่ในสมัยอยุธยาซึ่งสมเด็จพระเอากาทศรถได้สร้างเพื่อถวายเป็นพระ ราชกุศล แด่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช"
วัดนางกุย เป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกเกาะเมือง ด้านใต้ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ตั้งอยู่เลขที่ ๓๐ ม. ๕ ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีสิ่งสำคัญหลายๆ อย่างภายในวัด เช่น พระพุทธรูปศิลาสมัยทวาราวดี หลวงพ่อยิ้ม เจดีย์ พระปรางค์ แม่นางตะเคียน ฯลฯ
จากหลักฐานที่กรมศิลปากรว่าสร้างในปี พ.ศ.๒๑๓๐ ผู้สร้างชื่อนางกุย เป็นผู้ที่มีทรัพย์สินเงินทอง จึงได้มาสร้างวัดนางกุยอยู่ทางด้านทิศใต้ของเกาะเมืองอยุธยา ที่มีแม่นำไหลผ่านวัดนี้ในอดีตเจริญรุ่งเรืองมาก ดูจากหลักฐานที่มี อาทิ พระพุทธรูปศิลาปางสมาธิ สมัยทวารวาดี ประมาณพุทธศตวรรษ ๑๑ - ๑๖ (พ.ศ.๑๑๐๐ - ๑๖๐๐) หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี ๒๓๑๐ วัดนางกุยได้รับความเสียหายมาก และถูกปล่อยให้ชำรุดทรุดโทรมจนมาถึงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ได้มาทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัดในอยุธยา (ไม่ทราบ พ.ศ.ที่แน่ชัด) วัดนางกุยก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมอุโบสถและเสนาสนะ หน้าอุโบสถ หน้าบัน โดยมีรูปนารายณ์ทรงครุฑ
วัดนางกุย เป็นวัดโบราณที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๔๘๔ วัดนางกุยนี้นับว่าเป็นสถานที่เหมาะสำหรับศึกษาหาความรู้ด้านประวัติศาสตร์ และศิลปกรรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีโบราณสถาน โบราณวัตถุหลายชิ้นที่สะท้อนให้เห็นถึงผลงานชิ้นเอกที่บรรพบุรุษท่านได้ รังสรรค์และทิ้งไว้ให้ลูกหลาน อาทิ พระประธานก่ออิฐถือปูนในพระอุโบสถที่สร้างในสมัยอยุธยา และมีพระบริวารโดยรอบ ๘ ทิศ โดยเฉพาะทางด้านซ้ายมือของพระประธานจะมีรูปปั้นของนางกุยนั่งพนมมืออยู่ด้วย ด้านบนเพดานตรงเศียรพระประธานมีแผ่นไม้แกะเป็นลายดาวล้อมเดือน ศิลปะเช่นนี้หาชมได้ยากมาก
วัดบางกะจะ เดิมชาวบ้านเรียกว่า วัดใหม่ เป็นวัดที่อยู่นอกเกาะเมืองอยุธยา ตั้งอยู่เลขที่ ๓๖/๔ บ้านบางกะจะ หมู่ที่ ๔ ตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินที่ตั้งวัดเนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๑ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๙๒๔๑ พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา สร้างขึ้นเป็นวัดเมื่อใดยังไม่มีหลักฐานแน่นอน เพราะไม่มีเอกสารใดกล่าวถึงชื่อวัด มีแต่กล่าวถึงที่ตั้งของวัด
source: รายการเมืองไทยเมืองยิ้ม
Photo by yoogyut
http://deeyui.multiply.com

ตลาด ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ตลาด ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าตลาดทรัพย์สินฯ มีอยู่ใน 11 จังหวัดทั่วประเทศ และในจังหวัดชลบุรีก็เป็นจังหวัดหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของตลาดทรัพย์สิน ตลาดแห่งนี้ถือว่าเป็นตลาดเก่าแก่แห่งหนึ่งของจังหวัด ชลบุรี ตั้งอยู่ที่ถนน วชิรปราการ ตำบลมะขามหย่ง อำเภอเมือง จังหวัด ชลบุรี แต่เดิมซึ่งยังไม่จัดเป็นตลาดทรัพย์สินฯ ที่บริเวณนี้ก็มีชาวบ้านนำของมาขายจนกลายเป็นตลาด
ตลาดทรัพย์สินฯ แห่งนี้มีอายุ 47 ปี แต่ถ้านับรวมตลาดที่ตั้งมาแต่ดั้งเดิมอายุก็ร่วม 100 ปี ตลาดทรัพย์สินฯ ถือเป็นตลาดขายปลาขนาดใหญ่แล้ว ยังมีอาหารไทย ทั้งคาว หวาน ที่เป็นอาหารดั้งเดิมของชาวชลบุรี ให้เลือกซื้อหากันอีกด้วย
ในตลาดทรัพย์สินฯ ถือว่าเป็นตลาดขายปลาใหญ่ โดยปลาใหญ่จะมาจากมหาชัย จังหวัด สมุทรสาคร ส่วนตลาดสะพานปลาในจังหวัดชลบุรี ส่วนมากจะเป็นปลาขนาดเล็ก พ่อค้า แม่ค้า จึงไปรับปลาสดจากตลาดมหาชัย








